ต้องรอให้เหตุการณ์ผ่านไป ทำใจให้สงบมากๆก่อนถึงจะเขียนถึง
เรื่องรับน้องได้ เพราะเรื่องนี้มันมาเกี่ยวพันกับไอ้ลูกชาย
หัวแก้วหัวแหวนจนยากทำใจอยู่ตั้งนาน
แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอย่างไร ถึงจะอ่านได้กำลังดี เพราะถ้า
เขียนจากใจจริง มันคงเถื่อนๆพิกล แล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา
ใช้วิธีย้อนความหลังคงเข้าท่า
นึกไปถึงยุคที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปีแรกปีนั้น เป็น
ยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ใหม่ๆ กิจกรรม
ต่างๆของนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ชมรม
องค์การนักศึกษาถูกสั่งยุบทิ้งไปจนหมดภายใต้รัฐบาล
เผด็จการ (ธานินทร์ กรัยวิเชียร)
เข้าไปมหาวิทยาลัยแรกๆก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรมากนัก
มีรุ่นพี่เข้ามาช่วยเหลือดูแลบรรดา "เพื่อนใหม่"
ตามสมควร พวกเราที่มีเลือดแอกติวิสต์อยู่เต็มเปี่ยม
ช่วยๆกันกับรุ่นพี่ฟื้นฟูกิจกรรมนักศึกษากันขึ้นมาใหม่
ตามคณะก็พยายามต่อสู้เพื่อให้มี คณะกรรมการคณะ
ที่มาจากการเลือกตั้ง (ตอนแรกเขาแต่งตั้งเอาด้วยซ้ำ)
แล้วรวมกรรมการคณะขึ้นเป็นคณะกรรมการ 7 คณะ เพื่อเรียก
ร้องให้มี องค์การนักศึกษากลับคืนมา ให้มีธรรมนูญนักศึกษา
มีการเลือกตั้งตัวแทน และ องค์การนศ.
เป็นการต่อสู้เคลื่อนไหวที่เหน็ดเหนื่อยหามรุ่งหามค่ำ
คิดสรรวิธีการรณรงค์ให้มีผู้เห็นด้วยอย่างสมัครใจ
และต้องระมัดระวังอย่างมากกับกฏหมาย"ภัยสังคม"
ในยุคนั้น โดยประสานกับกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
อื่นๆเพื่อเคลื่อนไหวให้มีพลังพร้อมๆกันไปด้วย
ในส่วนของชมรมต่างๆ รุ่นพี่เก่าๆที่ยังหลงเหลืออยู่ใน
แต่ละชมรมก็พยายามฟื้นฟูมันกลับคืนมาทีละนิด การต่อสู้ที่ว่า
ใช้เวลากันเป็นปีกว่าจะเรียกคืนองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้งได้สำเร็จ
ยังนึกถึงภาพเมื่อตอนทผมยิงโปสเตอร์บนกำแพงข่าวข้าง
ตึกคณะศิลปศาสตร์ แล้วมียามยืนอยู่ข้างๆคอยฉีก
ขณะที่เพื่อนอีกคนถือโทรฯโข่งฟ้องเอากับนักศึกษา
ที่เดินผ่านไปมา
กิจกรรมต่างๆของธรรมศาสตร์ค่อยๆหวนกลับมาอีกครั้ง
ตัวผมก็กลับมาสังกัดอยู่ที่คณะแทนที่จะไปอยู่ชมรม
ที่อยากอยู่ เช่น ชมรมค่ายอาสา หรือ ชมรมวรรณศิลป์
เพราะคนของคณะเราน้อยมาก ต้องอยู่ช่วยๆกัน
ประเเพณีการรับเพื่อนใหม่ กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เมื่อขึ้นปีสอง เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดูแลกิจกรรม
เพื่อช่วยเหลือเพื่อนใหม่ๆที่เพิ่งเข้ามา ชาวเหลืองแดง
ยังคงสมัครใจใช้วิธีการรับเพื่อนใหม่ อันเป็นประเพณี
ดั้งเดิมของเรา รูปแบบกิจกรรมเรียบง่าย การแนะนำสิ่งต่างๆ
แบ่งกลุ่มคอยให้ความช่วยกัน และการพูดคุยกันถึงประวัติ
ความเป็นมาของมหาวิทยาลัยให้ทุกคนภาคภูมิใจ
กับคำขวัญ "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์
สอนให้ฉันรักประชาชน"
ไม่มีการบังคับรุ่นน้อง ไม่มีระบบว้าก แต่เราก็รู้จักเพื่อนๆ
รู้จักพี่ๆ เคารพรักกัน และคบหากัน ทั้งในและนอกคณะ
คบกันมาจนบัดนี จากก้าวแรกที่รู้จักกันในรั้วเหลืองแดง
ก็นับได้ 28 ปีเต็มแล้ว ยามเรียนก็ช่วยเหลือกัน โดยไม่สนใจ
ว่าใครจะแก่กว่าเด็กกว่า
นั่นเป็นเหตุให้ผมสงสัยถึงคำอธิบายกันเกลื่อนกล่นว่า
ระบบโซตัสเอย ประชุมเชียร์เอย ระบบว้ากเอย ทำให้รุ่นพี่
รุ่นน้องรู้จักกัน รักกัน สามัคคีกัน เป็นเหตุผลหลอกๆที่
เชื่อกันไปเอง เพราะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า โดยไม่บีบบังคับข่มเหงคน
หรือกดดันคนทั้งในทางตรงและทางอ้อม แล้วได้ผลไม่แตกต่างกัน
และไม่มีผลลบเลย เมื่อเปรียบเทียบกัน
แต่กลุ่มคนที่ยืนยันจะใช้ระบบโซตัส ไม่กล้า หรือ อาจจะไม่สนุก
ที่จะทำหรือคิดในแนวอื่นๆนอกเหนือไปจากที่เคยทำกันมาก็ได้
อย่างน้อยๆ ธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้มีระบบแบบนั้นกับเขา
ก็ไม่มีอะไรไปพิสูจน์ยืนยันว่าชาวธรรมศาสตร์รักกันหรือ
รักสถาบันน้อยหน้าไปกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ถ้าเอาจากประสบการณ์
ส่วนตัวของผม ขอยืนยันว่าได้มาทุกอย่างที่บอกว่าต้องโซตัส
ต้องว้ากเท่านั้นจึงจะเกิดขึ้น
อย่าว่าแต่แค่ในคณะเลย เพื่อนหรือพี่หรือน้องต่างคณะที่
ยังคบกันมาจนถึงทุกวันนี้ก็มี
ที่ธรรมศาสตร์ก็มีประชุมเชียร์นะครับ ชมรมเชียร์เป็น
ผู้ดูแลจัดการ คนเข้าประชุมเชียร์ก็เป็นไปโดยสมัครใจ
ไม่มีการบังคับ หรือ แม้แต่กะเกณฑ์ มีแต่การเชิญชวน
เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ก็แล้วแต่คน ไม่มีใครมาคอยแหกปากแหกคอ
คอยคุมระเบียบวินัยบ้าๆบอๆ ระหว่างซ้อมเชียร์
ฟุตบอล ประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ก็ยังคงแข่งกันมาได้
มีถ่ายทอดสดให้ดูทั่วประเทศอย่างสนุกสนานทุกปี
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้ ก็เลยไม่เคยเข้าประชุมเชียร์
ไม่เคยดูฟุตบอลประเพณี โดยไม่มีใครมาคอยกดดันเพื่อนๆผม
แฟร์ดีออก เห็นเพื่อนสนุก ก็สนุกตามเขาได้ มันเป็นเรื่องต่างทัศนคติ
ต่างรสนิยม
แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัย กับการไม่มีประเพณีรับน้องอย่างบีบบังคับ
หรือไม่มีบังคับประชุมเชียร์ก็หาได้จืดชืดอะไรเลย เพราะในมหาวิทยาลัย
มีกิจกรรมอื่นๆให้ทำมากมายผมเองทำกิจกรรมอย่างเป็นบ้าเป็นหลังมาตลอด
ตั้งแต่ปีหนึ่ง จนปีสุดท้ายเท่านั้นที่แผ่วลงนิดหน่อยกิจกรรมที่ทำนอกจากการต่อสู้
เพื่อความเป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยการฟื้นฟูกิจกรรมชมรมต่างๆ
ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่อสู้ในประเด็น
เดียวกันด้วย และรวมไปถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยในระดับประเทศ
ดูเหมือนเราทำกันอย่างไม่คิดชีวิตเสียด้วยซ้ำ ไม่นับรวมถึงกิจกรรม
เพื่อส่วนรวมอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในและนอกสถาบัน
ไม่ค่อยมีการนั่งเสกสรรค์กิจกรรมเอาสนุกเข้าว่าเพื่อประโยชน์
พวกตนแต่ถ่ายเดียว
คำว่า"ส่วนรวม" ในกิจกรรมที่เราทำกันนั้น ก็มักจะเป็นส่วนรวม
ในความหมายที่กว้างใหญ่ออกไปภายนอกมากกว่าจะมองกันอยู่แค่
ในคณะหรือในมหาวิทยาลัย
แต่ไม่ว่ากิจกรรมที่ทำกันนั้นจะมีจุดมุ่งหมายคับแคบแค่ไหน ไร้สาระ
แค่ไหน ผมว่ายังคงทำกันไปได้ ตราบใดที่ไม่ใช้วิธีการบีบคั้นบังคับด้วย
วิธีการเถื่อนๆอย่างที่ทำกันอยู่
เห็นข่าวรับน้องอุบาทว์ของคณะหนึ่งในธรรมศาสตร์แล้วเศร้าใจ
น่าเสียดายอยู่เหมือนกันกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไปต่อสู้เรียกร้อง
สิทธิเสรีภาพ แล้วสิทธิเสรีภาพที่ชาวมหาวิทยาลัยได้กลับมา
ถูกนำไปใช้กันอย่างเลยเถิดเกินขอบเขตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ส่วนรวมที่อ้างๆกันก็จำกัดแคบลงมาเหลือกันอยู่แค่เพื่อรุ่นเพื่อ
คณะเพื่อสถาบัน
เอาสิทธิเสรีภาพที่มีไปกดขี่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของบรรดา
เฟรชชี่อย่างไม่ยั้งมือหรือที่ยั้งมือก็คงพอมีบ้างเหมือนกัน
ทว่าโดยพื้นฐานมันผิดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะอ้างเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม
ได้แต่หวังหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ชาวมหาวิทยาลัย
น่าจะกลับไปทบทวนกิจกรรมรับน้อง หาผ่องถ่ายของเน่าเสียออกไป
และคิดกิจกรรมที่เริ่มต้นจากการเคารพ สิทธิ เสรีภาพ ของคนอื่นๆ
เป็นเบื้องต้น เจตนาดี ควรต้องรองรับด้วยวิธีการดีด้วยจึงจะไปด้วยกันได้
"เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ"
เรื่องรับน้องได้ เพราะเรื่องนี้มันมาเกี่ยวพันกับไอ้ลูกชาย
หัวแก้วหัวแหวนจนยากทำใจอยู่ตั้งนาน
แต่ก็ไม่รู้จะเขียนอย่างไร ถึงจะอ่านได้กำลังดี เพราะถ้า
เขียนจากใจจริง มันคงเถื่อนๆพิกล แล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา
ใช้วิธีย้อนความหลังคงเข้าท่า
นึกไปถึงยุคที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ปีแรกปีนั้น เป็น
ยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ใหม่ๆ กิจกรรม
ต่างๆของนักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ชมรม
องค์การนักศึกษาถูกสั่งยุบทิ้งไปจนหมดภายใต้รัฐบาล
เผด็จการ (ธานินทร์ กรัยวิเชียร)
เข้าไปมหาวิทยาลัยแรกๆก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรมากนัก
มีรุ่นพี่เข้ามาช่วยเหลือดูแลบรรดา "เพื่อนใหม่"
ตามสมควร พวกเราที่มีเลือดแอกติวิสต์อยู่เต็มเปี่ยม
ช่วยๆกันกับรุ่นพี่ฟื้นฟูกิจกรรมนักศึกษากันขึ้นมาใหม่
ตามคณะก็พยายามต่อสู้เพื่อให้มี คณะกรรมการคณะ
ที่มาจากการเลือกตั้ง (ตอนแรกเขาแต่งตั้งเอาด้วยซ้ำ)
แล้วรวมกรรมการคณะขึ้นเป็นคณะกรรมการ 7 คณะ เพื่อเรียก
ร้องให้มี องค์การนักศึกษากลับคืนมา ให้มีธรรมนูญนักศึกษา
มีการเลือกตั้งตัวแทน และ องค์การนศ.
เป็นการต่อสู้เคลื่อนไหวที่เหน็ดเหนื่อยหามรุ่งหามค่ำ
คิดสรรวิธีการรณรงค์ให้มีผู้เห็นด้วยอย่างสมัครใจ
และต้องระมัดระวังอย่างมากกับกฏหมาย"ภัยสังคม"
ในยุคนั้น โดยประสานกับกลุ่มนักศึกษาในมหาวิทยาลัย
อื่นๆเพื่อเคลื่อนไหวให้มีพลังพร้อมๆกันไปด้วย
ในส่วนของชมรมต่างๆ รุ่นพี่เก่าๆที่ยังหลงเหลืออยู่ใน
แต่ละชมรมก็พยายามฟื้นฟูมันกลับคืนมาทีละนิด การต่อสู้ที่ว่า
ใช้เวลากันเป็นปีกว่าจะเรียกคืนองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ที่มาจากการเลือกตั้งได้สำเร็จ
ยังนึกถึงภาพเมื่อตอนทผมยิงโปสเตอร์บนกำแพงข่าวข้าง
ตึกคณะศิลปศาสตร์ แล้วมียามยืนอยู่ข้างๆคอยฉีก
ขณะที่เพื่อนอีกคนถือโทรฯโข่งฟ้องเอากับนักศึกษา
ที่เดินผ่านไปมา
กิจกรรมต่างๆของธรรมศาสตร์ค่อยๆหวนกลับมาอีกครั้ง
ตัวผมก็กลับมาสังกัดอยู่ที่คณะแทนที่จะไปอยู่ชมรม
ที่อยากอยู่ เช่น ชมรมค่ายอาสา หรือ ชมรมวรรณศิลป์
เพราะคนของคณะเราน้อยมาก ต้องอยู่ช่วยๆกัน
ประเเพณีการรับเพื่อนใหม่ กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เมื่อขึ้นปีสอง เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดูแลกิจกรรม
เพื่อช่วยเหลือเพื่อนใหม่ๆที่เพิ่งเข้ามา ชาวเหลืองแดง
ยังคงสมัครใจใช้วิธีการรับเพื่อนใหม่ อันเป็นประเพณี
ดั้งเดิมของเรา รูปแบบกิจกรรมเรียบง่าย การแนะนำสิ่งต่างๆ
แบ่งกลุ่มคอยให้ความช่วยกัน และการพูดคุยกันถึงประวัติ
ความเป็นมาของมหาวิทยาลัยให้ทุกคนภาคภูมิใจ
กับคำขวัญ "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์
สอนให้ฉันรักประชาชน"
ไม่มีการบังคับรุ่นน้อง ไม่มีระบบว้าก แต่เราก็รู้จักเพื่อนๆ
รู้จักพี่ๆ เคารพรักกัน และคบหากัน ทั้งในและนอกคณะ
คบกันมาจนบัดนี จากก้าวแรกที่รู้จักกันในรั้วเหลืองแดง
ก็นับได้ 28 ปีเต็มแล้ว ยามเรียนก็ช่วยเหลือกัน โดยไม่สนใจ
ว่าใครจะแก่กว่าเด็กกว่า
นั่นเป็นเหตุให้ผมสงสัยถึงคำอธิบายกันเกลื่อนกล่นว่า
ระบบโซตัสเอย ประชุมเชียร์เอย ระบบว้ากเอย ทำให้รุ่นพี่
รุ่นน้องรู้จักกัน รักกัน สามัคคีกัน เป็นเหตุผลหลอกๆที่
เชื่อกันไปเอง เพราะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า โดยไม่บีบบังคับข่มเหงคน
หรือกดดันคนทั้งในทางตรงและทางอ้อม แล้วได้ผลไม่แตกต่างกัน
และไม่มีผลลบเลย เมื่อเปรียบเทียบกัน
แต่กลุ่มคนที่ยืนยันจะใช้ระบบโซตัส ไม่กล้า หรือ อาจจะไม่สนุก
ที่จะทำหรือคิดในแนวอื่นๆนอกเหนือไปจากที่เคยทำกันมาก็ได้
อย่างน้อยๆ ธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้มีระบบแบบนั้นกับเขา
ก็ไม่มีอะไรไปพิสูจน์ยืนยันว่าชาวธรรมศาสตร์รักกันหรือ
รักสถาบันน้อยหน้าไปกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ถ้าเอาจากประสบการณ์
ส่วนตัวของผม ขอยืนยันว่าได้มาทุกอย่างที่บอกว่าต้องโซตัส
ต้องว้ากเท่านั้นจึงจะเกิดขึ้น
อย่าว่าแต่แค่ในคณะเลย เพื่อนหรือพี่หรือน้องต่างคณะที่
ยังคบกันมาจนถึงทุกวันนี้ก็มี
ที่ธรรมศาสตร์ก็มีประชุมเชียร์นะครับ ชมรมเชียร์เป็น
ผู้ดูแลจัดการ คนเข้าประชุมเชียร์ก็เป็นไปโดยสมัครใจ
ไม่มีการบังคับ หรือ แม้แต่กะเกณฑ์ มีแต่การเชิญชวน
เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ก็แล้วแต่คน ไม่มีใครมาคอยแหกปากแหกคอ
คอยคุมระเบียบวินัยบ้าๆบอๆ ระหว่างซ้อมเชียร์
ฟุตบอล ประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ก็ยังคงแข่งกันมาได้
มีถ่ายทอดสดให้ดูทั่วประเทศอย่างสนุกสนานทุกปี
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้ ก็เลยไม่เคยเข้าประชุมเชียร์
ไม่เคยดูฟุตบอลประเพณี โดยไม่มีใครมาคอยกดดันเพื่อนๆผม
แฟร์ดีออก เห็นเพื่อนสนุก ก็สนุกตามเขาได้ มันเป็นเรื่องต่างทัศนคติ
ต่างรสนิยม
แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัย กับการไม่มีประเพณีรับน้องอย่างบีบบังคับ
หรือไม่มีบังคับประชุมเชียร์ก็หาได้จืดชืดอะไรเลย เพราะในมหาวิทยาลัย
มีกิจกรรมอื่นๆให้ทำมากมายผมเองทำกิจกรรมอย่างเป็นบ้าเป็นหลังมาตลอด
ตั้งแต่ปีหนึ่ง จนปีสุดท้ายเท่านั้นที่แผ่วลงนิดหน่อยกิจกรรมที่ทำนอกจากการต่อสู้
เพื่อความเป็นประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยการฟื้นฟูกิจกรรมชมรมต่างๆ
ขึ้นมาใหม่แล้ว ยังร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่อสู้ในประเด็น
เดียวกันด้วย และรวมไปถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยในระดับประเทศ
ดูเหมือนเราทำกันอย่างไม่คิดชีวิตเสียด้วยซ้ำ ไม่นับรวมถึงกิจกรรม
เพื่อส่วนรวมอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในและนอกสถาบัน
ไม่ค่อยมีการนั่งเสกสรรค์กิจกรรมเอาสนุกเข้าว่าเพื่อประโยชน์
พวกตนแต่ถ่ายเดียว
คำว่า"ส่วนรวม" ในกิจกรรมที่เราทำกันนั้น ก็มักจะเป็นส่วนรวม
ในความหมายที่กว้างใหญ่ออกไปภายนอกมากกว่าจะมองกันอยู่แค่
ในคณะหรือในมหาวิทยาลัย
แต่ไม่ว่ากิจกรรมที่ทำกันนั้นจะมีจุดมุ่งหมายคับแคบแค่ไหน ไร้สาระ
แค่ไหน ผมว่ายังคงทำกันไปได้ ตราบใดที่ไม่ใช้วิธีการบีบคั้นบังคับด้วย
วิธีการเถื่อนๆอย่างที่ทำกันอยู่
เห็นข่าวรับน้องอุบาทว์ของคณะหนึ่งในธรรมศาสตร์แล้วเศร้าใจ
น่าเสียดายอยู่เหมือนกันกับแรงกายแรงใจที่ทุ่มเทไปต่อสู้เรียกร้อง
สิทธิเสรีภาพ แล้วสิทธิเสรีภาพที่ชาวมหาวิทยาลัยได้กลับมา
ถูกนำไปใช้กันอย่างเลยเถิดเกินขอบเขตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ส่วนรวมที่อ้างๆกันก็จำกัดแคบลงมาเหลือกันอยู่แค่เพื่อรุ่นเพื่อ
คณะเพื่อสถาบัน
เอาสิทธิเสรีภาพที่มีไปกดขี่สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของบรรดา
เฟรชชี่อย่างไม่ยั้งมือหรือที่ยั้งมือก็คงพอมีบ้างเหมือนกัน
ทว่าโดยพื้นฐานมันผิดตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะอ้างเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม
ได้แต่หวังหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ชาวมหาวิทยาลัย
น่าจะกลับไปทบทวนกิจกรรมรับน้อง หาผ่องถ่ายของเน่าเสียออกไป
และคิดกิจกรรมที่เริ่มต้นจากการเคารพ สิทธิ เสรีภาพ ของคนอื่นๆ
เป็นเบื้องต้น เจตนาดี ควรต้องรองรับด้วยวิธีการดีด้วยจึงจะไปด้วยกันได้
"เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ"


