สิ่งที่มีร่างประหลาด มีธิดาพญามารงามหมดจด
ประคองศีรษะชายหนึ่งที่แม้สีคล้ำแต่ยังคงความสง่า
โดดเด่นกลางเงาสลัวของพลหาม ท่ามกลางพวกมีตน
ที่ไม่เต็มตัว ครึ่งๆกลางๆ อย่างร่างที่ยังไม่เป็นรูป
บ้างเป็นแสงลึกลับวาบวูบของรูปที่ยังไม่เป็นร่าง"

เทพศิริ สุขโสภา ฝากฝีมือไว้กับวรรณกรรมเยาวชน
เรื่องเยี่ยม "บึงหญ้าป่าใหญ่"ตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
ขึ้นทำเนียบวรรณกรรมเยาวชนระดับคลาสสิคของไทย
มาตั้งแต่วันนั้นจวบจนวันนี้ กล่าวกันในคนบางกลุ่มว่า
หากฝรั่งมี "เจ้าชายน้อย"คนไทยก็มี "บึงหญ้าป่าใหญ่"
นี่แหละ
หลังจาก"บึงหญ้าป่าใหญ่" และ "คนหกคน" อัน
เป็นนิยายอีกเล่มของเขาเทพศิริ ก็ห่างเหินไปจากวงการ
วรรณกรรมอย่างยาวนานไม่มีผลงานนิยายเล่มใหม่ๆ
ออกมาอีกเลย แม้เจ้าตัวจะไม่ได้หายหน้าหายตาไป
ไหนก็ตาม
ตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ใครที่รู้จักกับ
"เทพศิริ" ก็จะรู้ว่าเขามีนวนิยายที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเขียน
เพียรเก็บวัตถุดิบอยู่เป็นเวลานานหลายต่อหลายปี
ทั้งพล็อตเรื่อง เรื่องราวบางส่วน หรือแม้กระทั่งชื่อเรื่อง
ของนวนิยายในใจของเทพศิริ สุขโสภา ถูกถ่ายทอดจากปาก
เขาครั้งแล้วครั้งเล่าในหมู่คนรู้จัก
เวลาผ่านไปถึงยี่สิบกว่าปี หนึ่งในนวนิยายสองเล่ม
ที่เทพศิริมักจะเล่าให้ใครต่อใครฟังจึงสำเร็จออกมาเป็นรูป
เล่มในชื่อ "ร่างพระร่วง"
นวนิยายที่บอกเล่าเรื่องราวของคนที่เพียรค้นหา
แก่นแท้ของชีวิตผ่านพบประสบการพิสดารล้ำลึกตั้งแต
่เด็กไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต
เทพศิริ สุขโสภา ถือได้ว่าเป็นนักเขียนรุ่นเก่าใน
วงการ ชื่อของนวนิยายเรื่องนี้ก็ดูจะเก่าๆ เนื้อหาที่ผูกร้อย
เป็นเรื่องราวทั้งเล่มก็เกี่ยวพันกับเรื่องเก่าๆ ในแวดวงพระ
และพระเครื่อง อันสะท้อนถึงกลุ่มคนและสังคมที่ไม่ได้เป็น
ตัวแทนของโลกยุคใหม่ใดๆ อีกทั้งหลายต่อหลายฉากใน
เรื่องยังย้อนยุคไปในอดีต บางครั้งก็ย้อนหลังไปนับเป็น
ร้อยปี
กระทั่งคำขยายว่าเป็น "นิยายร้อยปีท่านพุทธทาส"
ก็ยิ่งชวนให้เห็นนิยายเล่มนี้เป็นเรื่องอะไรที่มันเก่าโบราณ
ทว่า "ร่างพระร่วง"กลับเป็นนวนิยายที่ตรงข้ามกับ
ภาพลักษณ์ของตัวเองจนอาจจะถือได้ว่านี่คืออุบัติการณ์
ใหม่ในแวดวงวรรณกรรมไทย แม้จะเป็นผลงาของ
นักเขียนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนรุ่นเก่า
"ร่างพระร่วง" ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องในแบบฉบับที่
ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการนวนิยายไทย การดำเนินเรื่อง
ไม่ได้เรียงลำดับจากหนึ่งไปถึงสิบ ทว่ามีลักษณะเดินไป
ข้างหน้าย้อนมาข้างหลัง วางปมปริศนาเอาไว้ในแต่ละ
ช่วงตอนให้คนอ่านกระหายใคร่รู้อยู่ตลอดเวลา
เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เหนือจริงที่มีพื้นฐานมาจาก
คติความเชื่อพื้นบ้านไทยๆ สอดใส่อยู่ตลอดเรื่องโดยไม่
แปลกปลอม ทำให้เขตแดนระหว่างความจริงกับมายา
พร่าเลือนเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดไปทั้งเล่ม
ในแง่วรรณกรรม หากกล่าวให้ดูหรูสักหน่อย
"ร่างพระร่วง" คือ นวนิยายในแนว เมจิคัล เรียลลิสม์
ของไทยที่ยิ่งใหญ่ หาคนเขียนในแนวนี้อย่างเนียน
ไม่แปลกแยกได้ยาก
กล่าวสำหรับคนรุ่นใหม่ "ร่างพระร่วง" อาจจะ
จัดให้เป็นนวนิยายแนวแฟนตาซีที่พราวไปด้วย
ความมหัศจรรย์พิลึกพิลั่น
แล้วแต่ว่าผู้อ่านจะมองจากมุมไหน
ไม่ว่าจะถือนวนิยายเล่มนี้เป็นแฟนตาซี หรือ
เมจิคัล เรียลิสม์ ลีลาการเขียนและการใช้ภาษาของ
เทพศิริกลับเรียบง่าย หลั่งไหลออกมาราวบทกวีที่
ไม่จงใจประดิษฐ์ประดอย เล่าเรื่องด้วยภาษากระชับ
ด้วยคำพื้นๆ สั้นๆ ห้วนๆในแบบพื้นบ้านสุโขทัย เว้น
จังหวะของประโยคเป็นห้วงๆ นับเป็นเอกลักษณะ
เฉพาะตัวของเทพศิริมาแต่ไหนแต่ไร
ทว่าวิธีการใช้ภาษาแบบนี้ บวกกับความสามารถ
พิเศษเฉพาะตัวในการ "เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น"
ทำให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพตามได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในบางครั้งถ้อยคำก็พรั่งพรูมาเหมือนสายฝน ตรึงให้
ตกอยู่ภวังค์ หรือกระแทกกระทั้นเชี่ยวกรากไปตาม
อารมณ์ของฉากตอน
ไม่ต่างไปจากเมื่อเทพศิริ เล่าเรื่องราวหรือ
ฉากเหตุการณ์ในฐานะนักเล่าเรื่องหรือ เมื่อเขา
จุดแต้มขีดเขียนฝนถูสีชอล์กในมือบดบี้ขยี้มันด้วย
นิ้วและฝ่ามือบนกระดาษขาว ให้คนดูคล้อยตาม
ในยามเขาวาดรูป
เทพศิริ สุขโสภา เป็นนักเขียน "เก่า" ที่พิสูจน์์
"ความใหม่" ของตัวเองด้วยนวนิยาย "ร่างพระร่วง"
พิสูจน์ได้อย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรี

