(ภาพจาก july 2006 American Scientific article )
เรื่องที่น่าตื่นเต้นในวงการวิทยาศาสตร์เมื่อไม่กี่วันมานี้ก็คือรายงานเกี่ยวกับการสร้างสเต็ม เซล หรือ เซลต้นแบบจากผิวหนังของมนุษย์ที่ทีมงานวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่นและอเมริกาประกาศความสำเร็จเบื้องต้นออกมา จะช่วยให้ศาสตร์แขนงนี้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะความหวังที่จะเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆของมนุษย์ ด้วยการเพาะเนื้อเยื่อสร้างอวัยทดแทนหรือเข้าไปซ่อมสร้างส่วนที่เสียหาย
ที่น่าจะไปได้รวดเร็วกว่าเดิมก็เพราะวิธีการเก่าในการสร้างสเต็ม เซลนั้น เป็นการสร้างจากเซลตัวอ่อนมนุษย์ ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งอย่างยิ่งในแง่จริยธรรม การวิจัยค้นคว้ายังถูกจำกัด เนื่องจากตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้มานั้น ถูกทำลายไปในที่สุด ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่กี่วันก็ตาม โดยไม่ต้องเป็นนักจริยธรรมที่เคร่งครัดอะไรนัก คนก็ยังน่าจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่น้อย เว้นแต่มนุษย์บางจำพวกเท่านั้นที่ยอมทุกวิถีทางที่จะเอาชนะภาวะเกิดเ แก่ เจ็บ ตาย
สำหรับวิธีใหม่ในการสร้างสเต็ม เซลนั้น ใช้วิธีนำเอาเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์มาสอดใส่ยีนสี่ตัวเข้าไปภายใน มันจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครโมโซมของเนื้อเยื่อผิวหนังเป็นเซลว่างเปล่าที่สามารถจะเปลี่ยนไปเป็นเซลของร่างกายมนุษย์ 220 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น หัวใจ สมอง เลือด กระดูก ฯลฯ หลังจากนั้นเอาไปเพาะเลี้ยงพื่อนำมาใช้สำหรับทดแทนหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้ดีดังเดิม โรคภัยไข้เจ็บที่ว่ายากๆหรือรักษาไม่ได้ก็จะง่ายขึ้นในอนาคต
ถึงแม้สเต็ม เซลที่สร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์จะไม่ใช่สเต็ม เซลจริงๆ แต่มันก็คล้ายและทำหน้าที่ได้เหมือนสเต็ม เซล
ทีมนักวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่นทดลองสร้างสเต็ม เซลจากเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ได้เป็นผลสำเร็จ ใช้สเต็ม เซลที่ได้มาสร้างเนื้อเยื่อสมองและหัวใจ หลังจาก 12 วันผ่านไป กลุ่มเซลที่นำไปเพาะเลี้ยงในห้องทดลองก็เติบโตขึ้นเป็นกล้ามเนื้อหัวใจก็เริ่มเต้นตุบๆ
ยังกับไอ้ที่เราเห็นในการ์ตูน ในในนิยายวิทยาศาสตร์ หรือในนหนังไซ-ไฟ นั่นเลยเชียว
วิธีนี้นอกจากก้าวข้ามอุปสรรคในเรื่องจริยธรรมแล้ว ยังน่าจะหมดปัญหาเรื่องการไม่ยอมรับสิ่งแปลกปอลมจากภายนอกของร่างกายมนุษย์ และตัดปัญหาเรื่องการถ่ายโรคภัยอื่นๆที่อาจจะติดมาจากเซลผู้อื่นด้วย ในท้ายที่สุดจะนำไปสู่การแพทย์แบบรักษาเฉพาะคนจริงๆ และง่ายกว่าวิธีศึกษาทดลองกันอยู่ที่ต้องใช้ตัวอ่อนมนุษย์และเทคนิคการโคลนนิ่ง
อย่างไรก็ตาม การศึกษาทดลองการสร้างสเต็ม เซลจากผิวหนังนี้ยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกไม่น้อย ทั้งกรรมวิธี และ การศึกษาถึงอันตรายหรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในเวลานี้ยังไม่รู้ เนื่องจากกระบวนการในการสอดใส่ยีนส์สี่ตัวเพื่อเข้าไปจัดการกับเนื้อเยื่อผิวหนังนั้น อาศัยไวรัสเป็นตัวช่วย ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะนำปัญหาอะไรตามเข้าไปด้วย โอกาสของการปนเปื้อนมีมากน้อยแค่ไหน
โฉมหน้าของการศึกษาเรื่องสเต็ม เซลจะพลิกเปลี่ยนไปจากนี้อีกมากและรวดเร็วกว่าเดิม ไม่เหมือนโฉมหน้าการเมืองไทยครับ ไม่เปลี่ยนเลย วันก่อนเคยนั่งอมสากร่วมรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้า พรหม วันนี้กลับมาต่อสู้พื่อความเป็นธรรมด้วยการร้องขอต่อยูเอ็น องค์กรที่ลูกพี่เคยประกาศกร้าวว่าไม่ใช่พ่อ
ก็ยังน่าดีใจครับว่าพวกนี้ยังมีสำนึกในเรื่อง"ความเป็นธรรม" อยู่ในหัวใจบ้าง ไม่ต้องรอใครแอบขูดผิวหนังไปสร้างสเต็ม เซลเพื่อช่วยรักษาใหม่ให้หายด้านชา


