by sepponet
เรื่องบางเรื่องก็ยากที่จะสื่อสารให้เข้าใจกันได้ แต่ก็ต้องลองดู แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องฝูงชนบางกลุ่มน้ำหูน้ำตาไหลไปต้อนรับท่านอดีตผู้นำกลับมาจากฮ่องกงหรืออะไรพรรค์แบบนั้น เพราะเรื่องรักเรื่องชังเป็นทัศนคติส่วนบุคคล และเป็นสิทธิที่ใครก็ล่วงละเมิดไม่ได้
เราจะว่ากันเรื่องที่สหภาพยุโรป สั่งปรับ บริษัท ไมโครซอฟต์ เป็นเงิน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ประมาณ 40,000 ล้านบาทหย่อนๆ
ไม่ใช่ข้อหาเอาหุ้นไปฝากกับคนรับใช้เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ หรือ เลี่ยงภาษีการขายหุ้นอะไรนะครับ แต่ไมโครซอฟต์โดนสหภาพยุโรปปรับเพราะขายข้อมูลซอฟต์แวร์แพงเกินไปทำให้คนอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งหมายถึงการผูกขาดนั่นเอง
ผมว่าไม่ว่าใครก็คงงงๆกับการตัดสินที่ว่านี้ เนื่องจากคนจะคิดว่าถ้าขายแพงเกินไป คนอื่นก็น่าจะแข่งขันได้เพราะขายได้ถูกกว่า
บังเอิญว่าสิ่งที่ไมโครซอฟต์ขายในทีนี้ไม่ใช่หมูหมากาไก่หรือสินค้าโดยปรกติ และไม่ใช่ตัวซอฟต์แวร์ แต่คือข้อมูลซอฟต์แวร์ ซึ่งประกอบด้วยอะไรหลายๆอย่างรวมืทั้งส่วนสำคัญคือ ซอร์สโค้ดหรือรหัสต้นฉบับ ที่หากเปิดเผยอยู่หรือขายให้คนอื่น คนอื่นๆก็จะนำไปพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์มาแข่งขันได้
ปิดเอาไว้ หรือขายแพงลิบลิ่ว เท่ากับกีดกันการแข่งขัน
ข้อหานี้ก็แปลกและเข้าใจยากอีกเหมือนกัน แต่ในที่นี้ อยู่บนพื้นฐานที่ไมโครซอฟต์เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า วินโดวส์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่คนใช้มากที่สุดในโลก ซอฟต์แวร์ต่างๆที่ใช้บนระบบปฏิบัติการนี้ เช่น เวิร์ด เอ็กซ์เซล พาวเวอร์พอยนต์ จะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต้องอิงข้อมูลซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์
แต่สามสี่ตัวที่อ้างถึงเป็นซอฟต์แวร์ที่ไมโครซอฟต์พัฒนาขึ้นเอง หากเป็นคนอื่นอยากจะพัฒนาโปรแกรมประเภทเดียวกันขึ้นมาแข่งก็ต้องมีข้อมูลซอฟต์แวร์ที่ว่า และเข้าถึงไม่ได้หากไม่ซื้อ
สหภาพยุโรปเห็นว่าการตั้งราคาสูงมากมาย ใช้คำว่าแพงมหาโหดได้เลย
มีความหมายเท่ากับกีดกันไม่ให้คนอื่นการพัฒนาซอฟต์แวร์มาแข่งขันด้วย
หลังจากตัดสินและให้เวลากันมาระยะหนึ่ง ยังไม่มีทีท่าว่าไมโครซอฟต์จะยอมยืดหยุ่นตาม ก็เลยสั่งปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาล
ความจริงก่อนหน้าการตัดสินปรับสี่หมื่นล้านนี้ไม่กี่วัน ไมโครซอฟต์ประกาศนโยบายจะเปิดเทคโนโลยี หรือ ซอร์สโค้ดให้ผู้อื่นเข้าถึงได้มากขึ้น มากมายเกินความเป็นไมโครซอฟต์โดยปรกติ ซึ่งบางคนเชื่อว่าเพื่อจะลดแรงกดดันจากสหภาพยุโรป
แต่ช้าไปสามก้าว เพราะคดียืดเยื้อมาสามสี่ปีแล้ว และศาลเห็นว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจากไมโครซอฟต์
เศรษฐีขี้ตืดอย่าง บิล เกตส์ ที่ตอนนี้ใครต่อใครพากันเห็นว่าเป็นเหมือนนักบุญนั้น ค่อยๆเปลียนบทบาทของตัวเองจนภาพลักษณ์กลายมาเป็นแบบนี้ก็หลังจากแพ้คดีผูกขาดในอเมริกามาก่อน
กลวิธีธุรกิจที่เขาทำมาในอดีตนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น dirty trick ที่น่ารังเกียจ
บทบาทที่เห็นถือว่าตอนนี้กลับใจแล้ว ถ้าเศรษฐีขี้ตืดอย่างในบ้านเราเอาอย่างบ้างคงดี
edit @ 3 Mar 2008 19:55:21 by cyborg9


