2008/Mar/03

 

The image “http://farm2.static.flickr.com/1210/1283957192_3b521288d4_o.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

by sepponet

There is a Creative Commons license attached to this image. AttributionNoncommercialNo Derivative Works

เรื่องบางเรื่องก็ยากที่จะสื่อสารให้เข้าใจกันได้ แต่ก็ต้องลองดู แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องฝูงชนบางกลุ่มน้ำหูน้ำตาไหลไปต้อนรับท่านอดีตผู้นำกลับมาจากฮ่องกงหรืออะไรพรรค์แบบนั้น เพราะเรื่องรักเรื่องชังเป็นทัศนคติส่วนบุคคล และเป็นสิทธิที่ใครก็ล่วงละเมิดไม่ได้

เราจะว่ากันเรื่องที่สหภาพยุโรป สั่งปรับ บริษัท ไมโครซอฟต์ เป็นเงิน 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ประมาณ 40,000 ล้านบาทหย่อนๆ

ไม่ใช่ข้อหาเอาหุ้นไปฝากกับคนรับใช้เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ หรือ เลี่ยงภาษีการขายหุ้นอะไรนะครับ แต่ไมโครซอฟต์โดนสหภาพยุโรปปรับเพราะขายข้อมูลซอฟต์แวร์แพงเกินไปทำให้คนอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งหมายถึงการผูกขาดนั่นเอง

ผมว่าไม่ว่าใครก็คงงงๆกับการตัดสินที่ว่านี้ เนื่องจากคนจะคิดว่าถ้าขายแพงเกินไป คนอื่นก็น่าจะแข่งขันได้เพราะขายได้ถูกกว่า

บังเอิญว่าสิ่งที่ไมโครซอฟต์ขายในทีนี้ไม่ใช่หมูหมากาไก่หรือสินค้าโดยปรกติ และไม่ใช่ตัวซอฟต์แวร์ แต่คือข้อมูลซอฟต์แวร์ ซึ่งประกอบด้วยอะไรหลายๆอย่างรวมืทั้งส่วนสำคัญคือ ซอร์สโค้ดหรือรหัสต้นฉบับ ที่หากเปิดเผยอยู่หรือขายให้คนอื่น คนอื่นๆก็จะนำไปพัฒนาเป็นซอฟต์แวร์มาแข่งขันได้

ปิดเอาไว้ หรือขายแพงลิบลิ่ว เท่ากับกีดกันการแข่งขัน

ข้อหานี้ก็แปลกและเข้าใจยากอีกเหมือนกัน แต่ในที่นี้ อยู่บนพื้นฐานที่ไมโครซอฟต์เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ชื่อว่า วินโดวส์ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่คนใช้มากที่สุดในโลก ซอฟต์แวร์ต่างๆที่ใช้บนระบบปฏิบัติการนี้ เช่น เวิร์ด เอ็กซ์เซล พาวเวอร์พอยนต์ จะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต้องอิงข้อมูลซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์

แต่สามสี่ตัวที่อ้างถึงเป็นซอฟต์แวร์ที่ไมโครซอฟต์พัฒนาขึ้นเอง หากเป็นคนอื่นอยากจะพัฒนาโปรแกรมประเภทเดียวกันขึ้นมาแข่งก็ต้องมีข้อมูลซอฟต์แวร์ที่ว่า และเข้าถึงไม่ได้หากไม่ซื้อ

สหภาพยุโรปเห็นว่าการตั้งราคาสูงมากมาย ใช้คำว่าแพงมหาโหดได้เลย

มีความหมายเท่ากับกีดกันไม่ให้คนอื่นการพัฒนาซอฟต์แวร์มาแข่งขันด้วย

หลังจากตัดสินและให้เวลากันมาระยะหนึ่ง ยังไม่มีทีท่าว่าไมโครซอฟต์จะยอมยืดหยุ่นตาม ก็เลยสั่งปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาล

ความจริงก่อนหน้าการตัดสินปรับสี่หมื่นล้านนี้ไม่กี่วัน ไมโครซอฟต์ประกาศนโยบายจะเปิดเทคโนโลยี หรือ ซอร์สโค้ดให้ผู้อื่นเข้าถึงได้มากขึ้น มากมายเกินความเป็นไมโครซอฟต์โดยปรกติ ซึ่งบางคนเชื่อว่าเพื่อจะลดแรงกดดันจากสหภาพยุโรป

แต่ช้าไปสามก้าว เพราะคดียืดเยื้อมาสามสี่ปีแล้ว และศาลเห็นว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจากไมโครซอฟต์

เศรษฐีขี้ตืดอย่าง บิล เกตส์ ที่ตอนนี้ใครต่อใครพากันเห็นว่าเป็นเหมือนนักบุญนั้น ค่อยๆเปลียนบทบาทของตัวเองจนภาพลักษณ์กลายมาเป็นแบบนี้ก็หลังจากแพ้คดีผูกขาดในอเมริกามาก่อน

กลวิธีธุรกิจที่เขาทำมาในอดีตนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น dirty trick ที่น่ารังเกียจ

บทบาทที่เห็นถือว่าตอนนี้กลับใจแล้ว ถ้าเศรษฐีขี้ตืดอย่างในบ้านเราเอาอย่างบ้างคงดี

edit @ 3 Mar 2008 19:55:21 by cyborg9

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
จะว่าไป ผมว่าไม่มีประโยชน์

ปีก่อนปรับไปหกร้อยล้านดอล เท่าที่ทราบเท่ากับรายรับของไมโครซอฟต์แค่ 6 วัน sad smile

ปรับ 1300 ล้าน เท่ากับรายรับแค่ครึ่งเดือน และแค่ 10% ของกำไร

นอกจากนั้นยิ่งปรับไมโครซอฟต์มาก ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะขึ้นราคาซอฟแวร์มากขึ้น เพื่อรักษาอัตรากำไร

ไมโครซอฟต์กลัวจริงๆ คือคำสั่งแตกบริษัท ซึ่งต้องมาจากศาลสูงสหรัฐ นอกนั้นไม่กลัวหรอกครับ ภาระทุกอย่างผลักให้ผู้บริโภคได้

ส่วนเกตต์แกเขียนไว้ในชีวประวัตินานแล้ว ว่าถ้าทำธุรกิจแข่งกับแก เพื่อนฝูงแกก็ไม่ละเว้น

อย่าแข่งกัน แล้วจะเป็นเพื่อนกันได้ sad smile
#1  by  house At 2008-03-03 20:23, 
มันคล้ายๆกับคนแถวบ้านเราจัง

คนเราอย่าเห็นแก่ตัวมากเนอะ ไม่ดีหรอก

เห็นแก่คนอื่นบ้างก็ล่าย ซักนิดก็ยังดี
#2  by  ข้าวไข่เจียว At 2008-03-04 08:13, 

<< Home