2008/Mar/25

 



ปล้ำกับคอมพิวเตอร์ให้มันกลับมาใช้งานได้อย่างเก่าเสียค่อนคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน สาเหตุเพราะความซุกซนเป็นสำคัญ แต่ความซุกซนนี่แหละที่เป็นที่มาของความรู้อย่างดีเลยทีเดียว

ช่วงนี้ผมอ่านต้นฉบับหนังสือเล่มหนึ่งว่าด้วยทฤษฎีควอนตัม แล้วชวนให้ฉงนว่าคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ ไปเอามันสมองมาจากไหน ทำไมถึงคิดมันออกมาได้ เพราะดูเหมือนมันยากแสนยากเกินกว่าคนทั่วไปจะคิดถึงได้ แต่คนทั่วๆไปได้อาศัยประโยชน์จากมันมากมายมหาศาลเมื่อบรรดาทฤษฎีเหล่านั้นถูกแปรมาเป็นรูปธรรมนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ

และยังรู้สึกต่อไปอีกด้วยว่า อย่างบ้านเรามีหวังจะคอยเป็นผู้รับ(ซึ่งหมายถึงซื้อเขามาใช้)กันลูกเดียว เพราะไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศของการแสวงหาความรู้หรือการส่งเสริมสติปัญญากันในทำนองนั้น คล้ายกับว่ามันขาดชุมชนวิชาการในแขนงต่างๆ รวมทั้งขาดการเชื่อมโยงหรือถ่ายทอดความรุ้ใหม่ๆไปสู่คนทั่วไป

ในหลายประเทศ เรื่องยากๆที่คิดค้นกันขึ้นมาในแวดวงนักวิทยาศาสตร์นั้น เมืองถึงระดับหนึ่ง ก็จะจัด บรรยาย สำหรับคนทั่วๆไป ทว่าในบ้านเราผมไม่เคยเห็น อาจจะเพราะมันไม่ป๊อปปูลาร์ ทำมาร์เก็ตติ้งไม่ได้ หรือเนื้อแท้ แล้วเราไม่สนใจเรื่องที่เป็นความรู้และสติปัญญาก็ไม่ทราบได้

เวลาของเราหมดไปกับการถก หรือ เถียง หรือเอาเข้าจริงๆคือการทะเลาะกันในเรื่องการเมืองมากเกินไป บนพื้นฐานที่ขาดการยอมรับความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิด

แยกเป็นขั้วและพร้อมจะห้ำหั่นกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ช่วงนี้เป็นช่วงของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติอีกครั้ง ถึงตอนที่นั่งเขียนต้นฉบับอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่า บรรยากาศงานปีนี้จะเป็นอย่างไร เศรษฐกิจการเมืองที่ปั่นจนป่วนก่อปัญหากระทบมาจนถึงการอ่านหนังสือ ของคนไทยด้วยเหมือนกัน ลองไปถามร้านหนังสือดูเถอะครับว่ายอดขายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้าง

เป็นธรรมเนียมของงานสัปดาห์หนังสือที่อยากชวนให้ไปเลือกหาหนังสือที่สำนักพิมพ์ใหญ่น้อยนำมาให้เลือกจนลานตา อะไรจะดีไปกว่าการอ่านหนังสือล่ะครับ ยิ่งบ้านเมืองมันปั่นป่วนเท่าไร หนังสือย่อมเป็นที่พักพิงแบบไม่ต้องไป วุ่นวายกับโลกภายนอกได้มากเท่านั้น

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์มติชน ที่อยากแนะนำ เป็นนิยายจากเรื่องจริงอิงประวัติศาสตร์จีน เขียนโดย "อันฉี หมิน" ชื่อเรื่อง "พระนางซูสี จักรพiรดินีกู้บรรลังก์" (The Last Empress) ฝีมือการาเขียนของ อันฉี หมิน นั้นรับประกันได้อยู่แล้วในด้านการผูกโยงเรื่องที่ละเอียดประณีต อาศัยข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาอย่างดี

สำหรับเล่มนี้ เป็นการมองมาจากอีกด้านหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ นั่นก็คือมองจากมุมของ พระนางซูสีไทเฮา ซึ่งไม่เหมือนกับที่สื่อตะวันตกวาดภาพเอาไว้อย่างร้ายแสนร้าย และภาพนั้นครอบงำอยู่ในความคิดของคน มากมายในโลกนี้ นิยายเล่มนี้ช่วยให้เราเองรู้จักการมองโลกออกมาจากอีกด้านหนึ่ง ด้านของผู้ถูกกล่าวหา ว่าเป็นตัวการที่นำไปสู่ความล่มสลายของราชวงศ์ชิง และต่อเนื่องมาถึงความล่มสลายของจักรวรรดิจีน อันยิ่งใหญ่ในที่สุด

นอกจากสะท้อนประวัติศาสตร์จีนจากอีกแง่มุมหนึ่งแล้ว นิยายเล่มนี้ยังเผยให้เห็นถึงกาต่อสู้ทางการเมือง อย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งการเมืองภายในที่มีการต่อสู้ช่วงชิงกันระหว่างลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง หรือ ในราชวงศ์ด้วยกัน ไปจนถึงการต่อสู้กับบรรดามหาอำนาจที่แห่กันเข้าไปรุมทึ้งประเทศจีนในตอนนั้น ทั้งหน้าเลือด หน้าด้าน และอำมะหิตอย่างที่สุด

ทว่ามหาอำนาจกลับใช้สื่อสร้างภาพอีกด้านเป็นเคร่ื่องมือให้เกิดความชอบธรรมสำหรับการรุกรานเพื่อช่วงชิงทรัพยากรของจีนนั่นเอง

ส่วนที่สนุกที่สุดก็คือการเชือดเฉือนทางการเมืองกันตลอดทั้งเล่ม พร้อมๆกับบทบาทของพระนางซูสี ที่ดำเนินไป อย่างมีชีวิตชีวามีอารมณ์ความรู้สึกเยี่ยงปุถุชน แต่ดำเนินไปในบทบาทของจักรพรรดินี

ปรกติหนังสือแบบนี้ไม่ใช่หนังสือที่ผมเลือกมาอ่าน แต่สำหรับเล่มนี้เมื่อได้อ่านจนจบ ต้องยอมรับว่านี่แหละครับ "นิยาย" มันต้องเขียนได้อย่างนี้ เขียนให้คนอ่าน "อิน" ให้ได้

edit @ 25 Mar 2008 22:56:39 by cyborg9

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ผมลองกลับมานั่งคิดดู
ถ้าหากว่าผมเป็นพระนางซูสีไทเฮา เมื่อช่วงเวลานั้น
ในขณะที่ต่างชาติพยายามรุกราน ชาวบ้านติดฝิ่น
และขบวนการ "ต้านชิง กู้หมิง" ระบาดอยู่ทั่วไป
ในฐานะของผู้สำเร็จราชการแทนองค์ถงจื้อ ผมจะทำเช่นไร ?

ไม่แน่ว่า ผมอาจจะทำเหมือนกับที่พระนางทำก็ได้
#1  by  รัตนาดิศร At 2008-03-25 10:04, 
ยังไม่ได้อ่าน แต่คาดว่าจะเดินไปซื้อมาอ่านดู

การเมืองตอนนี้[e4...

พระนางซูสีไทเฮา ...ช่วยทีได้ไหมคะ
#2  by  ข้าวไข่เจียว At 2008-03-26 08:35, 

<< Home