2008/Apr/16

 

เพิ่งได้ฤกษ์สงกรานต์ นอนอ่านหนังสือ "ร่างกายใต้บงการ" ของ มิแช็ล ฟูโกต์ ต้องยอมรับว่าแต่ก่อนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับ ฟูโกต์ เพราะเห็นใครบอกว่าเขาเป็นพวก "โครงสร้างนิยม" หรือ strucuralism เพราะพื้นเพที่เรียนมา ไม่ชอบแนวความคิดของกลุ่มนี้ เนื่องจากมันเป็นแนวคิดที่นิ่งจับสรรพสิ่งมาแยกส่วนย่อย

แม้จะสงสัยอยู่บ่อยๆว่าทำไมพวกโพสต์ โมเดิร์น อ้างถึง ฟูโกต์ บ่อยๆ

พอมาได้อ่านเล่มนี้เข้าถึงได้ร้องอ๋อ ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอด เพราะโครงสร้างนิยมแบบที่เราไม่ชอบ ฟูโกต์ก็ไม่ชอบด้วยเหมือนกัน เพราะนี่ไม่ใช่โครงสร้างนิยมที่มีารากฐานมาจากปฏิฐานนิยม หรือ positivism ที่มองหาความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งตายตัว ปราศจากความเคลื่อนไหวและกาลเวลา ซึ่งขัดต่อความป็นจรีิง

อาจารย์ นพพร ประชากุล ผู้ล่วงลับ สรุปแนวคิดของ ฟูโกต์ ไว้ในบทนำ ว่า

1.เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์หนึ่งๆ ฟูโกต์ มักให้ความสำคัญกับ "ปัจจัยกำหนดจากภายใน" มากกว่าปัจจัยกำหนดจากภายนอก เราต้องทำความเข้าใจกับตรรกะที่ดำรงอยู่ในปรากฏการณ์นั้นล้วนๆ ก่อนจะไปมองหาสาเหตุภายนอก

2.อาจจะเป็นหัวใจของโครงสร้างนิยม(แบบฟูโกต์ และแบบฝรั่งเศส) นั่นคือ ให้ความสนใจความสัมพันธ์ ระหว่างหว่างปัจจัยต่างๆ ในปรากฏการณ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของแรงกระทำระหว่างองค์ประกอบต่างๆ มากกว่าความเป็นแก่นสารขององค์ประกอบแต่ละตัว

3.ฟูโกต์ ให้ความสำคัญกับ ประวัติศาสตร์ หรือ การเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยมักมองการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ว่าเป็นการแปรรูป อันเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความไม่ต่อเนื่อง แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพัฒนาการ เป็นความต่อเนื่องดุจสายโซ่

"ขณะที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นใคริสต์ศตวรรษที่ 18 ว่าเป็นการก่อตัวของแนวคิด "เสรีนิยม" ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับการเติบโตของวิชาความรู้ที่ยึด "หลักเหตุผล" หรือ "วิชชา" ฟูโกต์กลับสาธิตให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในรูปของระเบียบวินัยนั้นคือกระบวนการดึงเอาหลักวิชามาใช้หล่อเลี้ยงอำนาจรูปแบบใหม่ที่แผ่ซ่านและซึมลึกกว่าเดิม อีกทั้งยังทำงานได้อย่างเงียบเชียบ ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนอย่างการใช้ความรุนแรง"

"ข้อสรุปอันน่าเศร้าที่ปรากฏออกมาจาก ร่างกายใต้บงการ ก็คือ กระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ซึ่งว่ากันว่าเป็นการก้าวสู่เสรีภาพนั้น แท้จริงแล้วเป็นการผลักดันให้มนุษย์ตกอยู่ในกระบวนการ ควบคุมที่ละเอียดลึกซึ้ง"

ความเป็นปัจเจก อัตตลักษณ์ เสรีภาพที่เราในโลกสมัยใหม่คิดว่าเรามีนั้นแท้จริงเป็นแค่่เพียงมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากเครือข่ายอำนาจทางสังคมและวาทกรรม เราสวมบทบาทอยู่ในนั้นและดิ้นไม่หลุด หรือกระทั่งมองไม่เห็น เพราะวิธีคิดของเราก็ถูกกำหนดภายใต้โครงสร้างอำนาจดังกล่าว ในนามของหลักเหตุผลหรือหลักวิชา

เหมือนจะยากอยู่นิดหน่อย แต่เมื่ออ่านจากหนังสือจะมีรูปธรรมที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ทีนี้ก็มานั่งคิดๆดู ลองไปถามหาประโยชน์จากการรับน้องใหม่ของนักศึกษา(หรือแม้แต่อาจารย์)มหาวิทยาลัยต่างๆว่ามีไปเพื่ออะไร เราจะได้คำตอบคล้ายๆกัน ที่น่าจะสะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่างในสังคมไม่ว่าจะ ความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี ความอดทน ความรักสถาบัน....บลา บลา บลา

สามสี่คำนี้คือวาทกรรมที่ซ้ำซากจำแจ แต่ปรากฏอยู่ในทุกหน่วยย่อยของสังคมเรา ไปจนถึงหน่วยใหญ่ในระดับประเทศ

ราวกับเป็นค่าปริยายที่กำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน

แต่ว่าจริงๆ สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้น และเราก็ไม่รู้ตัว ด้วยคำอธิบายจนเหมือนกับว่ามันเป็นหลักการสากล เป็นแก่นสารที่แท้ซึ่งมนุษย์ในสังคมยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม

ใน "ร่างกายใต้บงการ" ฟูโกต์ พยายามแยกแยะให้เราเห็นว่า ระเบียบวินัยในคริสต์ศวรรษที่ 18 แตกต่างไปจาก ศตวรรษก่อนหน้า มันถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับ "อำนาจ" อย่างลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างใหม่ และด้วยวิธีอธิบายใหม่ ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างที่ครอบงำ แผ่ซ่าน และซึมลึก อีกทั้งแยบยล

อ่านแล้วก็คิดไปได้เรื่อยๆ และฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่างว่า ไอ้คำว่า "ความสามัคคี" ที่ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้จนใช้ชีวิตมาเกินครึ่งแล้วนี่

ไร้สาระที่สุดเท่าที่จะคิดออกเลย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ทำไมไปงานหนังสือแล้วไม่เจอเล่มนี้นะwink

ไว้จะไปหาอ่านแบบเต็มๆดูค่ะ

เคยลองอ่านไปบทหนึ่งแล้ว ก็รู้สึกว่าการมองโลกแบบฟูโก้เหมือนได้ออกจากกะลาที่ไม่เคยมองเห็นหรือคิดว่ามันมีอยู่จริง
#1  by  Eami At 2008-04-16 21:32, 
ไม่เคยรู้จักแหะ แต่จะลองตามหาอ่านดู แต่ว่า

ไอ้ความรู้สึกที่ว่าอิสระน่ะ มันก็ไม่มีมาตั้งแต่เกิดมาแล้วได้ชื่อว่าเป็นสัตว์โลกแล้วไม่ใช่เหรอ?
#2  by  pierce At 2008-04-17 16:09, 
ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องปรัชญา แต่กำลังสนใจค่ะ cry
ผมกำลังพยายามกระเดือกเล่มนี้อยู่อย่างหฤหรรษ์ sad smile
#4  by  Лайка At 2008-04-17 20:50, 
ปรัชญา ต้องอ่านหลายรอบครับสำหรับผม

เพราะ ปรัชญา เป็นอะไรที่มากกว่าแค่ตาเห็นเสมอ
#5  by  D û D e ` z At 2008-04-17 21:08, 
Eami : เพราะมันเป็นของสนพ.คบไฟ บู๊ธเล็กๆ ที่คนไม่แออัดยัดทะนาน และพิมพ์มาตั้งแต่ปี 47 โน่น

pierce : เห็นด้วยครับว่าน่าจะลองหามาอ่านดู

★ นั ก เ ขี ย น บ น ด า ว ไ ม่ มี ใ ค ร ★ : รัชญาเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่คนสนใจปรัชญามากๆ เพื่อนอาจจะหาว่าบ้า และจะเหงาสเพราะหาคนคุยด้วยไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เลยต้องคุยคนเดียวบ่อยๆ

บุญเปรื่อง : แหะๆ ผมไม่ใช่นิสิตจุฬาฯ คนนั้น และไม่ได้อ่าน มี้ด นะครับ

D û D e ` z : ครับ


#6  by  cyborg9 At 2008-04-17 21:19, 
อืม...น่าสนใจนะ น้อยคนที่จะอ่านหนังสือแนวนี้ ส่วนใหญ่ไปแนวๆนิยายรักๆใครๆที่มี emotion เยอะๆนะ
#7  by  กรรมกรไซเบอร์ (Shuu) At 2008-04-17 21:38, 
เพิ่งถูกอาจารย์สั่งให้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว discuss ในชั้นเรียนเมื่อเทอมก่อนค่ะ

สารภาพว่าอ่านไม่รู้เรื่องเลยยย มีแต่คำศัพท์ยาก ๆ (ที่ต้องแปลไทยเป็นไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก) อ่านไปแล้วทรมาน รู้สึกว่าตัวเองโง๊ โง่ (เพื่อนทั้งห้องก็บ่นงั้น)

แต่แนวคิดของหนังสือน่าสนใจมาก แอบคิดว่าคนแปลน่าจะแปลให้มันอ่านง่าย ๆ (เหมาะกับคนโง่แล้วอยากจะฉลาด) ซะหน่อย ฮี่ ๆๆ

ไม่มีไรหรอกค่ะ แค่เห็นชื่อหนังสือเล่มนี้แล้วเลยคลิกมา 5555 (ความหลังมันฝังใจ หนังสืออารายย อ่านไม่รู้เรื่องง )
#8  by  เห็ด At 2008-04-17 23:22, 
ช่วงท้ายแอบเห็นด้วยอย่างแรง..
เพิ่งกลับมาจากเที่ยว ได้เพื่อนใหม่เป็นไอริช ให้หนังสือน้อยหน่ามาสองเล่ม ยืมจากที่เกสต์เฮ้าส์มาอีกสามเล่ม... อ่านเพลินแน่งานนี้
#9  by  sickyป่วยไม่มีชิ้นดี At 2008-04-18 05:55, 
เหอๆท่าทางผมอ่านเเล้วต้องเเปลจากไทยเป็นไทย
เพราะส่วนตัวโง่ภาษามากsad smile

เเต่สนใจหนังสือทางด้านปรัชญา เเต่ไม่เคยได้อ่านเลย
นี่อาจเป็นเล่มเเรกbig smile
#10  by  SHIKAK At 2008-04-18 09:56, 
ดีครับที่บอกให้ทุคนรู้ถึงร่างกายใต้บงการแต่ผมก็มี
มาดูที่http://www.dekyim.org
#11  by  dekyimnuk (118.172.72.165) At 2008-04-25 13:09, 

<< Home