2008/Aug/01

 

หนังสือเล่มนี้อ่านเสียตั้งแต่ยังเรียนมัธยม หรือ มหาวิทยาลัย จะเหมาะที่สุด แม้จะเป็นเนื้อหาที่คุยกับบัณฑิตใหม่ก็ตามที

บิล คอสบี้ ผู้เขียน เป็นนักแสดงตลก นักพูดเจ้าของรายการทอล์กโชว์ที่โด่งดังที่สุดของอเมริกา ไม่แพ้ โอปราห์ วินซีย์ ของยุคปัจจุบัน งานอดิเรกอย่างหนึ่งของเขาคือการรับเชิญไปกล่าวปาฐกถาในงานประสาทปริญญาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

บัณฑิตใหม่อ่านแล้วอาจจะรู้สึกแสบๆคันๆ บางคนอาจจะได้คิดว่า ตายโหง สี่ปี่ท่ผ่านมา ฉันมัวทำอะไรอยู่ ส่วนคนที่ยังไม่เป็นบัณฑิตและคิดจะเป็น และมีสมองพอจะคิดได้บ้าง ก็จะได้ตั้งหลักถูก ก่อนจะสายเกินไป

คัดเอาบางส่วนของบทสนนทนาฮาเฮ จากหนังสือเล่มนี้ ระหว่าง บิล กับ ลูกสาว มาให้อ่านกันเล่นๆ เป็นส่วนของกระพี้แต้มสีสันของหนังสือเท่านั้น

“พ่อคะ” เธอพูด “หนูตัดสินใจว่าหนูพร้อมที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองแล้วค่ะ”
    “โอ้! ฟังแล้วตื้นตันใจจริงๆเลยลูก” ผมตอบ  “แต่ลูกอาจเจอปัญหาอย่างหนึ่งนะ”
    “พูดให้ดีๆนะคะพ่อ หนูยิ่งใจเสาะอยู่ด้วย”
    “เอาเถอะ พ่อเป็นคนตรงและอยากบอกว่าลูกยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่า ลูกรู้จักวิธีเก็บกวาดห้องของตัวเอง ลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยมาตั้งสี่ปี แต่ห้องของลูกก็ยังมีสภาพไม่ต่างจากสมัยมัธยมต้นเลย  โสเครติส เคยมีอาหารที่กินเหลือครึ่งหนึ่งทิ้งไว้บนเตียงบ้างหรือเปล่า  สปิโนซ่า มีก้อนขี้ฝุ่นสะสมไว้อย่างนี้บ้างไหม  เคิร์กการ์ด เปลี่ยนผ้าปูที่นอนปีละหนอย่างนั้นหรือ”
    “โธ่พ่อคะ ไม่เห็นจะสำคัญเลย! เพราะหนูเพิ่งรู้จักคนหนึ่งที่ได้งานประจำทำ และเธอก็ไม่เห็นต้องทำความสะอาดออฟฟิศซะหน่อย เดี๋ยวก็จะมีคนอื่นเข้ามาทำให้หลังเลิกงาน แล้วอีกอย่างนะคะ หนูไม่ได้เลือกเรียนวิชาทำความสะอาดที่มหาวิทยาลัย  แล้วก็ไม่ได้เลือกเอกสุขอนามัยด้วย”
    “ลูกก็พูดถูก เพราะคนที่ไปจ้างคนมาทำความสะอาดห้องลูกก็ต้องเป็นพ่อเองนั่นแหละ เอ้า ถ้าลูกต้องการจะย้ายออกไปและดูแลตัวเอง  ก็ลองดูว่าลูกจะได้งานอะไรทำก่อนดีกว่าไหม ก่อนอื่นเลยนะ ลูกต้องรู้ว่าลูกไม่มีคุณสมบัติพอที่จะไปทำงานอะไรทั้งสิ้น”
    “แล้วมันสำคัญไหมล่ะคะพ่อ”
    “ก็จริงอยู่ มีงานอีกมากมายที่ไม่ต้องใช้คุณสมบัติใดๆทั้งสิ้น เช่น การทำถนน เดินสายเคเบิ้ล หรือเป็นคนรับใช้ในสภาสูง...ตกลง วิชาเอกของลูกคือสังคมวิทยาใช่ไหม”
    “ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นมันหมายความว่า หนูต้องเข้าสังคมได้ดีแน่ๆเลย”
    “และหลักสูตรการเรียนทั้งหมดของลูกคือศิลปศาสตร์ เพราะฉะนั้นลูกก็คงอ่านออกเขียนได้สักสองสามประโยคอย่างนั้นละสิ”
    “ใช่ค่ะ ก็หนูเขียนอี-เมลมาหาพ่อตลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ”
    “งานของลูกอาจจะต้องเขียนอะไรที่มากกว่าการเขียนขอเงินนะ”
    “รู้ไหมคะว่า หนูเคยเรียนเกี่ยวกับนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ตั้งหลายคนแน่ะ”
    “คนไหนบ้างล่ะ”
    “ตอนนี้หนูจำไม่ได้แล้วละค่ะ แต่เชื่อหนูเถอะ พวกเขายิ่งใหญ่จริงๆ”
    “แล้วพวกเขาสอนอะไรที่จะช่วยให้ลูกได้งานบ้างไหมล่ะ”
    “อืม... ขอคิดดูก่อน... มีชายชาวเยอรมันคนหนึ่ง หนูคิดว่าคงจะเป็นไอเซนฮาวนะ”
    “ลูกหมายถึงสโคเปนฮอยใช่ไหม”
    “ชื่ออะไรก็ช่างเถอะค่ะ คือ เขาพูดแนวทางที่ฟังแล้วยอดเยี่ยมสำหรับหนูไปเลย  เขาบอกว่าไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราคิดหรอก  แล้วอย่างนี้จะนั่งทำอะไรต่ออะไรไปทำไมล่ะคะ”
    “โอ้โห นี่มันเป็นกลยุทธ์ที่ใช้เป็นประโยชน์ในการสัมภาษณ์งานได้เลยนะเนี่ย ไปบอกคนสัมภาษณ์ของลูกสิว่าลูกจะไปแสดงตัวแต่อย่าคาดหวังอะไรให้มากนัก เพราะลูกเป็นพวกมองโลกในแง่ร้าย”
    “ใช่ค่ะ เพราะพวกมองโลกในแง่ร้ายนี่แหละ คือคนที่ไม่เชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรง”
    “ลูกรู้ไหมว่า คานธี ก็ไม่เชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรงเหมือนกัน แต่เขาทำความสะอาดห้องของตัวเองนะ และก็ห่มผ้าคลุมที่สะอาดอยู่เสมอด้วย” 
    “พอหนูเห็นคานธีแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาต้องเคยแวะมากินอาหารของมหาวิทยาลัยเราแน่เลย  อ้อ! พ่อคะ ยังมีนักปราชญ์คนอื่นๆอีกที่หนูคิดออกค่ะ  น่าจะเป็นซานต้า แอนนานะคะ ที่กล่าวไว้ว่าชีวิตคือความฝัน”
    “อื้อหือ ความคิดแบบนี้น่าจะทำให้ลูกได้งานเข้าไปใหญ่” ผมพูด “บอกคนสัมภาษณ์ไปเลยว่าลูกไม่แน่ใจว่าบริษัทนี้จะมีตัวตนอยู่จริงรึเปล่า”
    “พ่อคะ นี่แหละค่ะศิลปศาสตร์”
    “ซึ่งเตรียมความพร้อมให้ลูกไปสอนวิชาศิลปศาสตร์ให้กับคนอื่นๆ ที่จะไม่มีวันหางานทำได้เช่นกัน   ลูกจะสอนพวกเขาว่า ‘ชีวิตมันห่วย รู้แล้วบอกต่อด้วย’ หรือพูดเพราะๆหน่อยก็ ‘ชีวิตนี้คือความฝัน ช่วยกรุณานำไปบอกคนอื่นๆให้รับทราบด้วยนะคะ’”
    “พ่อคะ ตอนนี้หนูบอกตรงๆเลยนะคะว่า หนูไม่สามารถหางานได้ก็เพราะมหาวิทยาลัยทำให้หนูรู้สึกเหนื่อยจนหมดแรงแล้ว  และก่อนที่หนูจะคิดเรื่องงานต่อไป หนูอยากจะขอหยุดพักสักหนึ่งปี”
    “แต่ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยลูกก็หยุดไปหนึ่งปีแล้วนี่นา”
    “เอาเถอะค่ะ แม้แต่ตอนที่หนูกำลัง... เฮ้อ! พ่อคะ พ่อลืมชีวิตสมัยอยู่มหาวิทยาลัยไปแล้วชัดๆ”
    “ก็แน่ละ ตารางเรียนของลูกนี่มันหนักยิ่งกว่างานไหนๆทั้งนั้น ไหนดูซิ ลูกต้องเข้าเรียนสามหรือสี่ชั่วโมงทุกวัน ตั้งแต่จันทร์ถึงพฤหัส แล้ววันศุกร์ก็ไม่ต้องเรียนอะไรเลยสักวิชา”
    “อ้าว! แล้วไม่มีงานไหนที่จะได้หยุดวันศุกร์เหมือนอย่างนี้เหรอคะ”
    “พ่อเชื่อว่าคงมีแต่คนเลี้ยงแพะเท่านั้นแหละที่ได้หยุดวันศุกร์”
    “แล้วอาชีพคนเลี้ยงแพะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลดีไหมคะ”
    “อ๋อ...สี่ปีของตารางชีวิตแบบนั้นทำให้ลูกหมดแรงจนสมองฝ่อขนาดนี้เลยเหรอ”
    “แหม ก็หนูต้องอ่านหนังสือตั้งเยอะแยะ  แถมยังต้องฟังเล็คเชอร์ทั้งหมดนั่นอีก”
    “แต่เขาก็อนุญาตให้ลูกใช้เครื่องอัดเทปได้นี่นา  ถ้าเป็นสมัยพ่อละก็โดนไล่ออกจากห้องไปแล้ว”
    ..................................
    “พ่อคะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ หนูไม่เคยชอบมหาวิทยาลัยนี้เลย”
    “ลูกล้อเล่นใช่ไหม ลูกรัก ก็ลูกเลือกมหาวิทยาลัยนี้เป็นอันดับแรกเลยนะ”
    “ไม่ใช่ค่ะ แม่เป็นคนบอกให้หนูเลือกที่นี่ต่างหาก”
    “ก็ได้ งั้นเราไปถามแม่กัน”
    “หนูก็อยากจะไปคุยกับแม่ตอนนี้หรอกค่ะ แต่หนูอยากจะไปอยู่ในห้องของตัวเองและทำใจให้สบายสักสองสามอาทิตย์ก่อน  คนที่อยู่ในโลกความจริงอย่างพ่อกับแม่น่ะไม่เข้าใจเรื่องความเครียดหรอกค่ะ”
    “ตกลง ลูกไปอยู่ในห้องของลูกเถอะนะ และคิดดูสิว่ามีอะไรที่อยากจะทำในอีกสักห้าสิบปีข้างหน้า นอกจากงานบำบัดคนติดเหล้าที่เบ็ตตี้ ฟอร์ด คลินิก ส่วนพ่อจะไปถามเรื่องนั้นกับแม่เอง”
    “แม่จะไม่ยอมบอกความจริงกับพ่อหรอกค่ะ”
    “นี่จะบอกว่า ภรรยาของพ่อกำลังจะโกหกพ่ออย่างนั้นเหรอ”
    “พ่อคะ นี่แหละคือสิ่งที่สร้างความเครียดให้กับหนู หนูเรียนจบแล้ว และสิ่งเดียวที่หนูต้องการก็คือขอให้ทุกคนรักหนูในแบบที่หนูเป็นค่ะ”
    “แต่ลูกรัก หลังจากสี่ปีในมหาวิทยาลัยที่แม่เป็นคนเลือกให้  สี่ปีที่ได้เกรดซีมาโดยตลอด แถมยังชอบทำตัวเป็นนักจิตวิทยาอีกต่างหาก ตกลงตอนนี้ลูกเป็นอะไรกันแน่จ๊ะ”
    “พ่อคะ นี่หนูปวดหัวจริงๆแล้วนะคะ และหนูก็ไม่รู้ว่าพ่อจะพูดถึงเรื่องนี้ไปทำไม มหาวิทยาลัยมันเป็นอดีตไปแล้วสำหรับหนู  และตอนนี้หนูก็กำลังพยายามจะลืมมันด้วย”
    “ขอบอกว่าลูกก็ลืมมันได้ดีทีเดียวละ หลังจากที่ฟังลูกพูดมาเรื่อยๆเนี่ย”

Comment

Comment:

Tweet


สวัสดีค่ะ ใครซื้อมาอ่านแล้วบ้างคะ ชอบไหมเอ่ย ติชมกันได้นะคะ ดิฉันแปลไปยังแสบไปด้วยเพราะโดนตัวเองไปหลายช็อตเหมือนกันค่ะ! รออ่านคำติชมนะคะbig smile big smile
#42 by ชิดชนก ทองใหญ่ (58.8.64.5) At 2008-08-30 09:02,
- -" ดูท่าผมจะเป็นแบบนี้อยู่แฮะ

- - อ่านแล้ว รู้สึกต้องแก้ไขตัวเองหน่อยแล้วล่ะ
#41 by T!rk At 2008-08-04 16:47,
มีลูกแบบนี้ พ่อแม่คงปวดหัวมากมาย เคยรู้จักคนหลายคนเหมือนกัน ที่พอเรียนจบ ขอหยุดพักซักหน่อย อ้างกับแม่ว่า เรียนจบมาเหนื่อย ๆ ขอพักก่อนแล้วค่อยไปหางาน

ฟังทีไร ก็มีคำ ๆ นึงผุดขึ้นมาในหัว

"รอชาติหน้า เอ็งก็ยังไม่ได้งานว่ะ"Hot!
#38 by ~WhiteChoc!~ At 2008-08-04 10:57,
อ่านเสร็จแล้ว ประทับใจจัง

อยากหามาอ่านบ้าง
#36 by midori-tea At 2008-08-03 17:35,
ต้องซืื้อมาอ่านค่ะ big smile
#35 by Peaw-weaw At 2008-08-03 15:00,
โอววว ยังมีขายอยู่รึเปล่าคะหนังสือเล่มนี้confused smile
#31 by saya chan At 2008-08-02 22:04,
super father big smile
#30 by tiew@fine At 2008-08-02 20:30,
เดี๋ยวต้องลองหาซื้อมาอ่านบ้างแล้วHot!
#29 by ~memay~ At 2008-08-02 20:13,
เข้าตัวเลยนะเนี่ย ต่างตรงที่ ผมยังไม่จบ 555
ขออีก comment ซื้อได้ที่ไหนมั่งครับเนีียเล่มนี้
#27 by PNG+ At 2008-08-02 19:25,
ทำไมมันโดนๆ ตัวผมเองแบบนี้ - -"

คืน อ.

หาหลัก หาแนว ที่มั่นคงไม่ได้

เหอ... เอ้อ ตกลง หนังสือเล่มนี้จะสอนอะไร

รึแค่ให้อ่านสนุกๆ (รึต้องงุ่มคิดเอาเอง) Hot!
#26 by PNG+ At 2008-08-02 18:35,
อ่า
ชีวิต
.
.
.
#25 by 3o7 At 2008-08-02 18:09,
โดนจริงๆ cry
เด็กไทยสมัยนี้ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกันหลายคนเหมือนกันนะ (บางคนยิ่งกว่านี้อีก)
Hot! Hot! Hot!
#24 by dawnbringerz At 2008-08-02 18:03,
เรื่องจริงของเด็กยุคนี้ ฉียังเป็นเลย ฮาฮา
เก็บๆๆ เก็บกวาดหอ
55 55 55
#22 by F O A M ★ At 2008-08-02 15:36,
555
ชอบ
เหมือนส่องกระจกดูตัวเองไม่มีผิด
#20 by in the mood for love At 2008-08-02 13:42,
สมควรหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านแฮะ แม้ว่าเราจะทำงานแล้วก็ตาม 555+

ให้ดาวด้วยจ้าHot!
#19 by Lavenya At 2008-08-02 13:27,
หนังสือเล่มนี้ยังมีขายอยู่รึเปล่าครับอยากอ่านมั่ง
................
พี่สาวในเรื่องเธอชั่ง..เฮ่อๆsad smile sad smile
#18 by พีสิบสาม At 2008-08-02 13:12,
555 ชอบค่ะ Hot!

แต่เด็กฝรั่งมันปญอ.อย่างนี้จริงๆเหรอคะ?
#17 by Hisaki At 2008-08-02 13:04,
เหมือนจะเป็นเด็กมีปัญหา นิดๆ อิอิ
#16 by แพนด้าญี่ปุ่น At 2008-08-02 12:57,
Hot! ตรงใจอย่างแรง
#14 by At 2008-08-02 12:03,
อย่างแรกที่อยากจะบอก อย่างที่ใตร ๆ ก็คาดไม่ถึง

ผมเรียนเพราะสังคม สิ่งแวดล้อม และ ประเพณีสั่งให้ผมเรียน ผมใช้เวลาเรียนซักพักนึงกว่าจะเรียนจบ พอเรียนจบแทบไม่รู้อะไรซักอย่าง
สิ่งที่ผมใช้ในงานปัจจุบันคือ สิ่งที่ผมขนขวายเอง ทั้ง พิมพ์ดีด เวิร์ด เอกเซล ใน ม.ที่ผมเรียนเขาไม่ได้สอน ไม่ต้องบอกชื่อก็น่าจะรู้น่ะ
ส่วนงานที่ผมได้ ม.ก็ไม่ได้สอนอีก ไม่มีหลักสูตรฝึกงาน ผมไปของฝึกงานเอง ตีสนิทกับรุ่นพี่ รู้จักคนให้มาก ฝึกฝนงานที่ใน ม. ไม่เคยสอน จนสุดท้ายผมก็ได้งานที่อยากได้ตามความปรารถณา และงานที่ผมทำ ม.ก็ไม่ได้สอน


ปล. มหาวิทยาลัยให้ได้แค่ ใบเบิกทาง แต่ตัวเราต้องขนขวายเอง
#13 by จบนานแล้ว (58.136.127.54) At 2008-08-02 11:10,
เห็นด้วยอย่างแรง
#12 by การ์ตูน (125.27.113.240) At 2008-08-02 10:33,
โอ้ว ไปอยู่ในห้องต่ออีกดซักปีเหอะ
2-3 อาทิตย์คงไม่พอ

sad smile sad smile Hot!
#11 by -- กำพล -- At 2008-08-02 09:00,
น่าอ่านๆ
#10 by StillGoing At 2008-08-02 08:52,
เราก็เป็นแบบนี้เลยค่ะ เหอๆๆ Hot!
ห้องรกตั้งแต่ ปี 1 ยัน ขึ้นป.โท -_-'
ก็ยังรกเหมือนเดิม sad smile
#8 by r a p p e l e r * At 2008-08-02 01:16,
ผมควรเริ่มเก็บกวาดห้องละ ฝุ่นหน้าเกินไป
#7 by dong=ดอง,โด่ง At 2008-08-02 00:47,
Hot! Hot! เด้กหนอเด็ก เป็นพ่อที่ใจดีจริงๆค่ะ
#6 by (^_^)/nana At 2008-08-02 00:35,
คาดว่า...

ไปเจอเืพื่อน คนรู้จัก

อย่างงี้มากกว่า ...

ผมไม่ serious กับชีวิตมากนะ

แต่ผมหวังว่า

"แม่ของลูก" ของผม

ไม่ให้ใครบอกได้ว่า

"โง่บัดซบแบบนี้"

เอาดาวไปเถอะHot!
#5 by T o' M @ ZZ u ครับ At 2008-08-01 23:08,
อ่าลืมให้ Hot!
#4 by น้ำเงินเจือขาว At 2008-08-01 15:54,
ลูกคิดว่าลูกคืนอาจารย์ไปแยะเหมือนกัน sad smile
#3 by น้ำเงินเจือขาว At 2008-08-01 11:37,
หลังจากอ่านที่คัดมาแล้ว ผมสรุปได้ว่า

"สมควรตกงาน"sad smile
#1 by house At 2008-08-01 10:08,