2008/Aug/28

http://farm3.static.flickr.com/2333/1725365054_154367f049.jpg

นี่ไม่ได้เกี่ยวกับระบอบทักษิณ รัฐบาลนอมินี หรือ กลุ่มพาล--ทะมิด
แต่มันมาจากหนังสือ นักสืบเศรษศาสตร์ ในเอนทรีก่อน อ่านแล้วชอบ
ก็เอามาแบ่งเหมือนเดิม


ขณะที่รถค่อยๆ คืบคลานฝ่าฝูงชน หลบหลุมบ่อมาตามถนน ผมชวนแซมซึ่งเป็นคนขับรถคุยเพื่อหาข้อมูล


     ‘แซม ถนนนี้ซ่อมมานานเท่าไหร่แล้ว’


    ‘ถนนน่ะเหรอครับ ไม่ได้ซ่อมมา 19 ปีแล้ว’ (ประธานาธิบดีพอล บิยาเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1982 และดำรงตำแหน่งมานานสิบเก้าปีเต็มตอนที่ผมเดินทางไปแคเมอรูน) สี่ปีต่อมา ในปี 2005 เขายังบริหารประเทศอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ เขาเรียกนักการเมืองฝ่ายค้านว่าเป็น ‘มือสมัครเล่น’ แน่ละ นักการเมืองคู่แข่งหน้าไหนก็ต้องอ่อนหัดทั้งนั้นเมื่อเทียบกับผู้นำตลอดกาลอย่างเขา


    ‘แล้วประชาชนไม่บ่นเรื่องถนนเหรอ’


    ‘บ่น แต่ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลได้แต่บอกว่าไม่มีเงิน จริงๆ มีเงินทุนเข้ามาเยอะแยะจากธนาคารโลก จากฝรั่งเศส อังกฤษและอเมริกา แต่พวกเขายักยอกเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่เอามาปรับปรุงถนนหนทาง’


    ‘ที่แคเมอรูนมีเลือกตั้งมั้ย’


    ‘มี มีการเลือกตั้งหลายครั้งแล้วด้วย ประธานาธิบดีบิยาชนะทุกครั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 90 เปอร์เซ็นต์’


    ‘ประชาชน 90 เปอร์เซ็นต์เชียวเหรอที่เลือกประธานาธิบดีบิยา’


    ‘เปล่า พวกเขาไม่ได้ลงคะแนนให้ ไม่มีใครชอบประธานาธิบดีบิยาหรอก แต่เขาก็ยังได้คะแนนเสียง 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ดี’


    คุณไม่ต้องอยู่แคเมอรูนนาน ก็รู้ว่าประชาชนเกลียดชังรัฐบาลขนาดไหน คนที่ผมคุยด้วยคิดว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายหรือจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นข้ออ้างในการฉ้อโกงเงินของประชาชน มีคนเตือนผมถึงปัญหาทุจริตภายในรัฐบาลและเตือนว่าเจ้าหน้าที่สนามบินอาจจะเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำเอาผมกลัวถูกรีดไถยิ่งกว่ากลัวติดไข้มาลาเรียหรือถูกคนร้ายใช้ปืนจี้บนท้องถนนในดูอาลาเสียอีก


    คนจำนวนไม่น้อยมองนักการเมืองและข้าราชการในแง่ดี เห็นว่าพวกเขาทำงานรับใช้ประชาชนและพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งมองนักการเมืองกับข้าราชการด้วยสายตาดูแคลน พวกเขาเห็นว่านักการเมืองทำงานไม่เป็น พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีกสมัย บางครั้งยอมเอาผลประโยชน์ของประชาชนเข้าแลก


    นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ มันซัวร์ โอลเซ่น ตั้งข้อสังเกตว่าเจตนาของรัฐบาลชั่วร้ายกว่านั้น ทฤษฎีของเขาน่าสนใจและเรียบง่าย ให้คำอธิบายว่าทำไมระบอบเผด็จการที่มีเสถียรภาพถึงได้สร้างความเสียหายให้การเติบโตทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าระบอบประชาธิปไตย ถึงกระนั้นก็ยังสร้างความเสียหายให้น้อยกว่าระบอบอนาธิปไตยที่บ้านเมืองไร้ขื่อแป

    โอลเซ่นเห็นว่ารัฐบาลคือโจรดีๆ นี่เอง มีอาวุธเหนือคนอื่นก็เที่ยวปล้นสดมภ์ยึดทรัพย์สินชาวบ้านไปเป็นของตัวเอง

    ยกตัวอย่างการวิเคราะห์ของเขาเอาไว้พอหอมปากหอมคอก่อน คุณใช้เวลาห้านาทีกวาดสายตาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในแคเมอรูนแล้ว คงจะเห็นด้วยว่าโอลเซ่นพูดถูก แซมเองก็พูดว่า ‘มีเงินทุนเข้ามาเยอะแยะ … แต่พวกเขายักยอกเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง’


ลองสมมติว่าเผด็จการมีวาระ ผู้นำสามารถยึดอำนาจอยู่ได้แค่อาทิตย์เดียว หัวหน้าโจรคงสั่งให้ลูกน้องบุกปล้นกวาดทรัพย์สินและของมีค่าไปไม่เหลือหรอ ตีเสร็จก็หนีไป สมมุติอีกว่าหัวหน้าโจรไม่ใช่คนอำมหิตแต่ก็ไม่ไช่คนเมตตาปราณี เขาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของคนอื่น

    จะพอมีอะไรเป็นแรงจูงใจให้เขาทิ้งข้าวของมีค่าไว้เบื้องหลังได้บ้างหรือเปล่า

    คำตอบคือไม่มี เว้นเสียแต่ว่าเขาคิดว่าจะกลับมาปล้นอีกในปีหน้า


    ลองคิดต่อไปว่า หัวหน้าโจรเกิดติดใจอากาศแถวไหนสักที่ แล้วตัดสินใจตั้งรกราก สร้างคฤหาสน์หลังงาม แถมสั่งให้ลูกน้องช่วยเหลือคนท้องถิ่น ถึงแม้การตัดสินใจของหัวหน้าโจรจะไม่เป็นธรรมกับคนในท้องถิ่นแม้แต่น้อย แต่พวกเขาก็จะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเมื่อผู้นำเผด็จการตัดสินใจลงหลักปักฐานแถวนั่น

     แม้แต่เผด็จการที่เห็นแก่ตัวก็ยังตระหนักว่าเขาไม่อาจทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ย่อยยับหรือปล่อยให้ประชาชนอดตาย ถ้าหากเขาคิดว่าจะเป็นใหญ่ต่อไปนานๆ ไม่เช่นนั้น ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเอง จะไม่เหลืออะไรให้โกงกินในปีถัดไป เพราะฉะนั้นผู้นำเผด็จการที่ตัดสินใจตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นที่ ก็ยังน่าพึงพอใจมากกว่าผู้นำพเนจรที่เที่ยวปล้นสดมภ์เรื่อยไป


    ฟังดูอาจจะไม่เกี่ยวกัน แต่ชีววิทยาน่าจะให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์กับนักเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวคือ ไวรัสและแบคทีเรียที่นำโรคร้ายมาสู่คนมักจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่มีอันตรายน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา สายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุดจะสูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มมีการบันทึกรายงานการระบาดของโรคซิฟิลิสในยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่สิบห้า บันทึกระบุว่าเชื้อโรคมีอันตรายร้ายแรง ผู้ได้รับเชื้อจะตายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องนะครับ คงจะดีกว่าถ้าเชื้อโรคปล่อยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว อย่างน้อยก็ยังได้แพร่ระบาดไปถึงบุคคลอื่น

    ด้วยเหตุนี้ เชื้อซิฟิลิสที่กลายพันธุ์ คร่าชีวิตผู้คนช้าลงจึงประสบความสำเร็จมากกว่าและมีชีวิตยืนยาวกว่าสายพันธุ์แรกที่ระบาดรุนแรง


    วิวัฒนาการของเชื้อโรคแว่บขึ้นมาในความคิดของผม เมื่อนึกถึงเผด็จการที่เห็นแก่ตัวของโอลเซ่น เผด็จการที่มั่นใจในสถานภาพของตัวเองจะไม่โลภมาก เช่นเดียวกับเชื้อโรคที่ต้องอาศัยชีวิตคนมาต่อชีวิตตนเอง เผด็จการจะรักษาเศรษฐกิจซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินของตัวเอง

     คำอธิบายนี้ยังชี้ด้วยว่าเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานถึงยี่สิบปีน่าจะส่งเสริมเศรษฐกิจมากกว่าผู้นำที่คิดว่าตัวเองอาจจะต้องหลบหนีออกนอกประเทศ หลังยึดอำนาจได้เพียงยี่สิบสัปดาห์ ถ้าอย่างนั้น ยี่สิบปีภายใต้ผู้นำ ‘เผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง’ น่าจะดีกว่ายี่สิบปีที่มีแต่การปฏิวัติซ้อนปฏิวัติน่ะสิ

    เผด็จการจงเจริญ

    นี่ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีของมันซัวร์ โอลเซ่นจะทำนายว่าผู้นำเผด็จการที่มั่นคงจะทำแต่สิ่งดีงามเพื่อประโยชน์ของประเทศชาตินะครับ ทฤษฎีของเขาเพียงแต่บอกว่าผู้นำเผด็จการที่มีเสถียรภาพน่าจะดีกว่าเผด็จการที่ไร้เสถียรภาพ แต่เผด็จการหรือผู้นำที่ไม่เคยแพ้ ‘การเลือกตั้ง’ เลยก็ยังเป็นข่าวร้ายสำหรับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอยู่ดี

    เผด็จการที่ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศเอาไว้เด็ดขาด อาจจะตัดสินใจกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวปีละเท่าไหร่ก็ได้ สมมติว่าเขาขอส่วนแบ่งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทุกปี เงิน ‘ภาษี’ ก้อนนี้เขานำไปฝากไว้ในบัญชีส่วนตัว การกระทำของเขาไม่เพียงแต่เป็นอันตรายกับประชาชนผู้เคราะห์ร้ายเท่านั้น แต่ยังทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย สมมติว่ามีนักธุรกิจรายย่อยคิดจะลงทุน 1,000 ปอนด์ติดตั้งเครื่องปั่นไฟที่โรงงาน เขาคาดว่าการลงทุนจะให้ผลตอบแทนปีละ 100 ปอนด์ เท่ากับ10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นผลกำไรที่งดงามทีเดียว แต่เนื่องจากท่านผู้นำที่รักบอกว่าขอมีเอี่ยวด้วยครึ่งหนึ่ง ผลตอบแทนที่นักธุรกิจจะได้รับก็เหลือแค่ห้าเปอร์เซ็นต์ ไม่น่าสนใจ นักธุรกิจอาจจะตัดสินใจยกเลิกการลงทุนก็ได้ ซึ่งถ้าทำจริง เขาเองก็เสียประโยชน์ ผู้นำเผด็จการก็เสียประโยชน์

       นี่เป็นตัวอย่างที่สุดโต่งสักหน่อยของปรากฎการณ์ที่เราพูดถึงในบทที่ 3 ว่าภาษีเป็นต้นเหตุของความไร้ประสิทธิภาพ ถึงแม้ผู้นำเผด็จการจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หรือภาษีตามชอบใจและเรียกเก็บในอัตราสูงกว่าภาษีทางราชการก็จริง แต่ผลกระทบโดยพื้นฐานต่อเศรษฐกิจยังเหมือนกันทุกประการ


    แน่ละ ผู้นำเผด็จการอาจตัดสินใจลงทุนเอง เช่นสร้างถนนและสะพาน เพื่อกระตุ้นการค้าขาย ถึงแม้ว่าการก่อสร้างอาจจะใช้เงินทองมากในระยะแรก แต่เศรษฐกิจจะเจริญเติบโต ผู้นำเผด็จการจะมีโอกาสตักตวงผลประโยชน์มากขึ้นในภายหลัง แต่ปัญหาเดิมยังอยู่คือ ถ้าหากเขากินค่าคอมมิสชั่นครึ่งเดียว ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่จูงใจให้เขาลงทุนสร้างสาธารณูปโภคที่ประเทศต้องการ


    ผมไม่สงสัยเลยว่าเผด็จการที่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวตามที่โอลเซ่นให้ภาพไว้นั้น จะต้องเป็นดารานำในหนังที่สะท้อนการต่อสู้ของประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแน่ๆ ประเทศที่การเมืองวุ่นวายเปลี่ยนผู้นำบ่อยๆ อย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเป็นประเทศที่ประชาชนยากจนแสนสาหัส บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะสงครามกลางเมือง ประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการที่มีเสถียรภาพจะดีกว่าหน่อย ตามทฤษฎีของโอลเซ่นแล้ว ผู้นำที่พึ่งพาเสียงสนับสนุนจากคนหลายหมู่เหล่า จำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่จะสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศ เช่นถนนหนทางและศาล มากกว่าที่จะตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเองและพวกพ้อง

     ยิ่งแรงกดดันจากกลุ่มประชาธิปไตยมีมากเท่าไหร่ เศรษฐกิจจะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น


    ในแคเมอรูน แรงกดดันจากกลุ่มประชาธิปไตยมีอยู่บ้างแต่อ่อนล้าเต็มที ประธานาธิบดีบิยาไม่ได้เป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จก็จริง แต่ก็อยู่ห่างไกลจากคำว่าผู้นำประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 1997 ฝ่ายค้านประท้วงไม่เข้าร่วมการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีบิยากวาดคะแนนไปถึง 93 เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งครั้งถัดมามีความเป็นธรรมขึ้นมาหน่อย แต่คณะผู้สังเกตการณ์ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่าการลงคะแนนเป็นไปด้วยความบริสุทธ์ยุติธรรมแค่ไหน


    แบบจำลองของโอลเซ่นอาจจะอธิบายปัญหาบางอย่างในแคเมอรูนได้ เช่นความยากจน การเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ ระบบสาธารณูปโภคล้าหลัง รวมไปถึงการทุจริตคอรับชั่นซึ่งประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าโยงใยถึงบุคคลชั้นนำของประเทศ แต่ถึงกระนั้นก็อธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ครบถ้วน ไม่มีผู้นำคนไหนควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประธานาธิบดีบิยาเองก็ไม่ยกเว้น

มีโจรอยู่ทุกหย่อมหญ้า
...อ่านต่อคราวหน้า

Comment

Comment:

Tweet


มีนิทานอีสปเรื่องนึง ชื่อ หมาจิ้งจอกกับเห็บ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งได้พลาดท่าตกลงไปยังแม่น้ำที่เชี่ยวกราก มันใช้ความพยายามอย่างสูง จึงสามารถว่ายเข้าไปเกาะรากไม้ที่ริมตลิ่งได้ แต่ก็ไม่มีแรงเหลือจะปีนขึ้นไป ได้แต่เกาะรากไม้แช่น้ำอยู่อย่างนั้น

เผอิญมีเห็บฝูงหนึ่งผ่านมาเห็นหมาจิ้งจอก จึงได้รุมกันดูดเลือดอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยความที่หมาจิ้งจอกช่วยตัวเองไม่ได้ ฝูงเห็บจึงพากันเกาะัอยู่ที่จิ้งจอกเช่นนั้น แม้จะอิ่มแปล้พุงป่องกันอยู่แล้วก็ตาม

ผ่านไปสักพัก ก็มีหมาป่าตัวหนึ่งเดินผ่านมาพบหมาจิ้งจอกเข้า แต่ด้วยว่ากระแสน้ำเชี่ยวกรากมาก หมาป่าจึงไม่สามารถช่วยหมาจิ้งจอกขึ้นมาได้ ด้วยความสงสารที่หมาจิ้งจอกถูกฝูงเห็บรุมดูดเลือด จึง่อาสาจะเอาฝูงเห็บออกให้

"ท่านไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก ปล่อยพวกเห็บนี่ไว้เถิด" หมาจิ้งจอกปฏิเสธ

"ทำไมล่ะ จะปล่อยพวกเห็บนี่ไว้กินเลือดท่านทำไม" หมาป่าฉงน

จิ้งจอกจึงตอบ "เพราะตอนนี้เห็บฝูงนี้ต่างดูดเลือดข้าจนอิ่มแปล้กันแล้ว มันคงจะไม่ดูดเลือดข้าอีกพักใหญ่ๆ แต่ถ้าหากท่านเอาพวกมันออกไป ก็จะมีเห็บฝูงใหม่ที่หิวโซเข้ามารุมดูดเลือดข้าทันทีแน่นอน"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
.............



หนังสือดีครับ จะไปหาอ่านฟรีแถวห้องสมุดแน่นอน ขอบคุณครับที่แนะนำconfused smile
#23 by PastelSalad At 2008-09-08 19:15,
รอภาษาไทยขอรับHot!
#22 by ข้าวไข่เจียว At 2008-09-08 12:33,
อ่านแล้วนึกถึงตอนเรียนที่แบ่งฝ่ายเถียงกับเพื่อนเรื่องระบอบประชาะปไตยกับระบอบคอมมิวนิสต์ว่าอย่างไหรดีกว่ากัน เพราะเท่าที่เรียน ๆ มา ประชาธิปไตยมาพร้อมกับทุนนิยม ซึ่งก็คือมือใครยาวสาวได้สาวเอา..บางทีประชาชน ( ด้วยความไม่รู้) ก็ช่วยต่อมือให้นักการเมืองบางคนไปสาวได้สาวเอาด้วยซ้ำ

หนังสือน่าสนใจมากคะ ไว้จะลองไปหามาอ่านดูdouble wink
#21 by mariposa At 2008-09-01 14:07,
มีคิวได้ซื้อหนังสือดีๆอีกแล้วสินะครับ
โหวตให้ครับ Hot!

มองไปทางไหนก็เห็นมีแต่โจรจริงๆ
สุดยอดHot!
cry
#19 by be-gift At 2008-08-30 19:46,
รออ่านต่อค่ะ
#18 by คุณบิ๋ม At 2008-08-30 15:24,
Hot! Hot! Hot!
#15 by alienboon At 2008-08-30 08:36,
น่าสนใจมาก..big smile tongue
ช่วยมาเเสดงความคิดด้วยครับ Hot! Hot! Hot! Hot! http://deklaw-mfu51.exteen.com/20080829/entry-9
#12 by school of law @mae fah luang university At 2008-08-30 01:57,
น่าสน รอแปลแล้วจะซื้อนะbig smile
#11 by snowcastel (124.121.163.203) At 2008-08-30 00:39,
เรื่องของคนล้วนๆ sad smile
#10 by บอมเบย์ At 2008-08-29 23:21,
รออ่านตอนพากษ์ไทยconfused smile confused smile มีโจรอยู่ทุกหย่อมหญ้า<<< น่าสนจริงๆHot!
#9 by (^_^)/nana At 2008-08-29 23:04,
รู้สึกเหมือนประชาธิปไตยเริ่มห่างไกลจากคำว่าระบบที่ดีที่สุดเข้าไปทุกทีHot!
#8 by At 2008-08-29 22:52,
เดียวตามไปอ่านเอนทรี่ก่อนหน้านี้ด้วย

จะหาหนังสือมาอ่านด้วย
#7 by WhiteMapleS At 2008-08-29 22:45,
โอ ไว้จะซื้อมาอ่านบ้าง

ขอบคุณสำหรับบทความแล้วก็การแนะนำหนังสือดีๆนะคะHot!
#6 by e-namtan At 2008-08-29 21:26,
Hot! "ประธานาธิบดีบิยาไม่ได้เป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จก็จริง แต่ก็อยู่ห่างไกลจากคำว่าผู้นำประชาธิปไตย"

นั่นสิเลือกตั้งมาได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประชาธิปไตยเสมอไปsad smile
#5 by pisces At 2008-08-29 21:24,
เจอบล็อกดีๆแล้ว ขอ Add ไว้นะครับ ^^' Hot! Hot!

" คำอธิบายนี้ยังชี้ด้วยว่าเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานถึงยี่สิบปีน่าจะส่ง เสริมเศรษฐกิจมากกว่าผู้นำที่คิดว่าตัวเองอาจจะต้องหลบหนีออกนอกประเทศ หลังยึดอำนาจได้เพียงยี่สิบสัปดาห์ ถ้าอย่างนั้น ยี่สิบปีภายใต้ผู้นำ ‘เผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง’ น่าจะดีกว่ายี่สิบปีที่มีแต่การปฏิวัติซ้อนปฏิวัติน่ะสิ

เผด็จการจงเจริญ "question
#4 by Shuu Exteen At 2008-08-29 21:09,
อ๋า จะรอซื้อมาอ่านครับ
#3 by ฟิวส์ At 2008-08-29 20:46,
กลางเดือนตุลาคม หนังสือเล่มนี้ฉบับพากย์ไทยถึงจะออกครับ
#2 by cyborg9 At 2008-08-29 20:10,
ถึง คุณCyborg9

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ แบบนี้นะครับ อ่านแล้วทำให้ผมฉุกคิดอะไร ๆ ได้หลายอย่างเลยครับ ว่าแต่ขออนุญาตถาม คุณ Cyborg9 เกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้ซักนิดได้ไหมครับ ไม่ทราบว่าพอจะมีฉบับแปลไทยบ้บ้างไหมครับ พอดีผมติดใจหนังสือแนวนี้มาตั้งแต่เรื่อง เศรษฐศาสตร์ฆาตกรรมแล้วครับ surprised smile

ว่าแล้วก็ขออนุญาตโหวตดาวให้ เอนทรี่ดีมีคุณภาพแบบนี้ด้วยครับ Hot!
#1 by Old Mustang At 2008-08-28 21:15,