อุ่น ๆ ออกมาจากโรงพิมพ์เลยครับ เล่มนี้ ปลื้มไม่น้อย
มาร์ค ไลนัส เขียนหนังสือที่ชื่อว่า "Six Degree:Our Future In a Hotter Planet" ออกมาเมื่อไม่นานนัก รอยัล โซไซตี้ หรือ ราชสมาคมแห่งอังกฤษ มอบรางวัลหนังสือวิทยาศาสตร์ประจำปีให้ เป็นการยกย่องว่าเป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนได้ดีที่สุดและควรรู้ที่สุดในเวลานี้
เนชันแนล จีโอกร๊าฟฟิก หยิบเอาไปทำเป็นสารคดีให้คนดูกัน และสำนักพิมพ์มติชน ก็เอามาสั่งให้นักแปลติดจรวดทำงานเพื่อให้ทันกับงานมหกรรมหนังสือปีนี้
ชื่อหนังสือภาษาไทยที่เลือกกันมาก็คือ "หกองศาโลกาวินาศ" เพราะ ไลนัส ใช้พลังเหนือมนุษย์รวบรวมหลักฐานข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาล ทั้งจากการศึกษาสภาพความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาในอดีตที่สัมพันธ์กับอุณหภูมเพิ่มขึ้นในยุคต่างๆ และผลการศึกษาแบบจำลองภูมิอากาศที่นักวิทยาศาสตร์มั่วโลกศึกษากันมา อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือหนังสือเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนที่ให้ข้อมูลทันสมัยที่สุดในเวลานี้
โดยอาศัยความเป็นผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ไลนัสประมวลภาพทั้งหมดจากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีอยู่ เลือกใช้วิธีนำเสนอให้เห็นภาพการที่อุณภูมิโดยเฉลี่ยของโลกร้อนขึ้นทีละ 1 องศาจากอุณหภูมิปัจจุบัน อาศัยภาพเทียบเคียงกับการศึกษาทางธรณีวิทยาว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคดึกดำบรรพ์กับการที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นบ้าง สาเหตุที่ไล่ไปจนถึงเพียงแค่ 6 องศาก็พราะจากแบบจำลองภูมิอากาศเท่าที่ศึกษากันมาสามารถทำไปได้แต่ประมาณเกือบๆ 6 องศาเท่านั้น
แต่เมื่ออุณภูมิเพื่มขึ้นไปถึง 6 องศา นั่นก็คึอคราวของโลกาวินาศที่แท้ ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่าหรอกที่จะสูญพันธุ์ แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในโลกด้วย จุดพลิกผันที่จะทำให้หยุดไม่อยู่ก็คือการข้ามเขตไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณภูมิมากกว่า 2 องศา หมายถึงมากกว่า 2 องศาเมื่อไหร่ เราก็จะไม่มีโอกาสจะหยุดไม่ให้มันเพิ่มไปถึง 6 องศาโดยสิ้นเชิง
สำหรับในขณะนี้ ไลนัสบอกว่า "เป็นไปได้มากว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5 ถึง 1 องศานั้นมาจ่อคอหอยอยู่แล้วเมื่อพิจารณาจากค่าหน่วงความร้อนของระบบนิเวศน์ของโลก ดังนั้นแม้จะหยุดการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์กันในวันพรุ่งนี้เลย เราก็ยังคงจะเข้าสู่ “โลก 1 องศา” อยู่ดี
อุณหภูมิจะสูงขึ้นต่อไปอีก 30 ปีนับจากนี้ ต่อให้ลงมือลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันในทันที เนื่องจากคาร์บอนปริมาณมหาศาลถูกเติมใส่ชั้นบรรยากาศไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ถ้าเรายังมีเวลาพอจะประคองภูมิอากาศให้อุณหภุมิเพิ่มอยู่ในระดับไม่เกิน 2 องศา และแบบจำลองก็ชี้แนะไว้เช่นนั้น เราก็จะสามารถรักษาส่วนที่ห้อหุ้มความหลากหลายทางชีวะภาพของโลกเอาไว้ได้ ชะลอการละลายนำแข็งของกรีนแลนด์ และ หน่วงเหนี่ยวการสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลให้อยู่ในระดับพอรับมือได้ รวมทั้งสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่อันตรายที่สุด นั่นคือ ปฏิกิริยาสะสมของคาร์บอนซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่เขต 3 องศา"
"หากเราข้าม “จุดพลิกผัน” ของการล่มสลายของลุ่มน้ำอเมซอนและการปลดปล่อยคาร์บอนจากดิน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเหนือเส้น 2 องศาแล้ว คาร์บอนไดออกไซด์อีก 250 ส่วนต่อล้านส่วนก็จะเพิ่มเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียส ลากให้เราตรงดิ่งเข้าสู่โลก 4 องศา เมื่อเราไปถึงจุดนั้น การปลดปล่อยคาร์บอนและมีเทนด้วย ความเร่งจากการละลายของเพอร์มาฟรอสต์ในไซบีเรียก็จะยิ่งไปเพิ่มก๊าซเรือน กระจกในชั้นบรรยากาศทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น และอาจจะผลักเราเข้าไปในโลก 5 องศา ซึ่ง ณ อุณหภูมิระดับนี้ มีโอกาสมากที่จะเกิดการปลดปล่อยน้ำแข็งแห้งมีเทนจากใต้มหาสมุทร ผลักเราเข้าสู่โลกาวินาศ 6 องศา นำไปสู่การสูญพันธุ์ขนานใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา
"บทเรียนแจ่มแจ้งชัดเจนและน่ากลัวมากเช่นกัน หากเราอยากให้แน่ใจว่าจะปกป้องมนุษยชาติและโลกให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ขนานใหญ่อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ เราต้องหยุดไว้ที่ระดับ 2 องศาเท่านั้น
"ภายใน 7 ปี ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ จะไต่ขึ้นไปถึง 400 (ในปี ค.ศ. 2007 อยู่ที่ 383 ppm และเพิ่มขึ้น 2 ppm ต่อปี) ที่ว่างที่เหลืออยู่สำหรับเราจึงแคบลงพอสมควร ต่อให้เราคิดว่าระดับความอ่อนไหวของภูมิอากาศค่อนข้างต่ำก็ตาม ถึงตอนนั้นเราก็มีโอกาสไม่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่อุณหภูมิจะไม่เพิ่มเกินเป้าหมาย 2 องศา นี่ไม่ใช่เกมโปกเกอร์เดิมพันต่ำที่คนจำนวนมากจะยอมรับได้ เพราะเดิมพันในที่นี้คือโลก
"ถ้าเช่นนั้นเป้าหมาย 2 องศาที่เฉพาะเจาะจงคืออะไร ตามที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ เพื่อจะมีโอกาส 75 เปอร์เซ็นต์ให้อุณหภูมิเพิ่มไม่เกิน 2 องศา การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องขึ้นสู่จุดสูงสุดภายใน 7 ปีข้างหน้า หรือ ปี ค.ศ. 2015 จากนั้นต้องลดลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงปี ค.ศ. 2050 ต้องลดลงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จึงจะคงที่อยู่ในระดับ 400 ส่วนต่อล้านส่วน"
ที่จริงไลนัสไม่มีความหวังมากนักว่าเราจะไม่ข้ามจุดพลิกผัน
แต่ก็ยังมีความหวังแม้จะน้อยนิด เพราะความหวังเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์มาจนทุกวันนี้
ถ้าอยากเห็นภาพว่าโลกร้อนขึ้นแต่ละองศาจะเกิดอะไรบ้าง และหากจะอยู่ให้รอดได้จะต้องทำอย่างไร ควรหามาอ่านครับ
มาสเตอร์แชมป์



