2009/Jan/04

http://www.fringer.org/wp-content/uploads/books/_revwealth.jpg

"อัศวินคลื่นลูกที่สาม" ตัวจริงที่ไม่เล่นธุรกิจสัมปทานของใครจนรวยโคตรๆ เขากลับมาแล้ว หลังจากนำเสนอแนวคิดว่าด้วยคลื่นลูกที่สามหรือการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศจนติดปากคนไปทั้งโลกนับจากผลงาน "ฟิวเจอร์ ช็อค" "คลื่นลูกที่สาม" และ "พาวเวอร์ชิพ" นับสิบปีๆมาแล้ว

อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ กับภรรยา ในฐานะนักพยากรณ์อนาคตอันดับหนึ่งของโลกใช้เวลาถึงสิบสองปีในการทำงานเก็บข้อมูลและเขียนหนังสือเล่มใหม่ออกมาในชื่อว่า

"ความมั่งคั้งปฏิวัติ" หรือจากภาษาอังกฤษว่า "เรฟวอลูชันนารี เวลธ์"  กว่าจะแปลงมาเป็นฉบับพากย์ไทยก็ระหกระเหินพอสมควร แต่ก็ออกมาวางขายจนได้

ใน "ความมั่งคั่งปฏิวัติ" ทอฟฟ์เลอร์ต่อยอดเศรษฐกิจคลื่นลูกที่สามไปอีกชั้น ตีแผ่ให้เห็นสิ่งที่เราจะไม่ทันได้มองหรือมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ 

"ความมั่งคั่งไม่ได้มาจากทุ่งนา โรงงาน สำนักงาน และเครื่องจักรเพียงเท่านั้น และความมั่งคั่งปฏิวัติก็ไม่ได้เกี่ยวกับเงินเพียงอย่างเดียวด้วย" 

ขอลอกคำนำผู้แปลมาให้อ่าน (เบาแรงลงอีกหน่อย)

นักอ่านที่เคยผ่านตางานเขียนก่อนๆ ของทอฟเลอร์ เช่น Powershift และ The Third Wave อาจจะคุ้นเคยกับแนวคิดหลักของเขาซึ่งนำมาสรุปรวบรวมและต่อยอดใน The Revolutionary Wealth

เขาย้ำว่าตราบใดที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังไม่นับรวมกิจกรรมในภาคการผลิต -บริโภคในกรอบการวิเคราะห์ ตราบนั้นพวกเขาก็จะยังมองไม่เห็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์” ของความมั่งคั่ง ซึ่งประกอบสร้างจากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสิ่งที่ทอฟเลอร์เรียกว่า “ปัจจัยพื้นฐานลึกซึ้ง” (deep fundamentals) อันได้แก่ เวลา พื้นที่ และความรู้ ทอฟเลอร์ใช้พลังงานอย่างมากมาย
อาทิเช่น เขามองกิจกรรม “การผลิต-บริโภค” (prosuming) นอกระบบตลาดว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ใน “ระบบความมั่งคั่ง” ซึ่ง “ความมั่งคั่ง” ในที่นี้หมายรวมถึงสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากเงินที่มนุษย์ให้คุณค่า ทอฟเลอร์พยากรณ์ว่า การผลิต-บริโภคจะยิ่งทวีความสำคัญและบทบาทในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมกับการมาถึงโดยสมบูรณ์ของ “เศรษฐกิจข้อมูล” ที่ทอฟเลอร์ขนานนามว่าเป็น “คลื่นลูกที่สาม” อันก้าวหน้ากว่าเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม (คลื่นลูกที่สอง) และเศรษฐกิจแบบการเกษตรยังชีพ (คลื่นลูกที่หนึ่ง)

The Revolutionary Wealth วาดภาพอย่างน่าเชื่อถือให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดกับอเมริกาเพียง ประเทศเดียว (ถึงแม้เขาจะมองว่าอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ประสบกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะเป็นประเทศที่ “เศรษฐกิจข้อมูล” รุดหน้าไปมากกว่าประเทศอื่นๆ) หากเป็นปรากฏการณ์ที่จะแผ่ขยายไปทั่วโลก ทอฟเลอร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่กระบวนการ “แปลงให้เป็นอเมริกัน” (Americanization) เหมือนกับที่นักคิดหลายคนที่เชื่อว่าอเมริกามีวาระซ่อนเร้น (เช่นการเป็นเจ้าอาณานิคมสมัยใหม่) เชื่อ แต่เขายืนยันว่า

“…สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นอเมริกัน มันคือการมาถึงของจังหวะชีวิตอันแปลกแยกที่เชื่อมโยงกับระบบความมั่งคั่ง ระบบใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ต่อต้าน จังหวะที่เปลี่ยนไปก็มาถึงแล้วและกำลังคืบคลานไปทั่วฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ ในขณะเดียวกัน สิ่งต่างๆ ในกรุงโตเกียว โซล และเซี่ยงไฮ้ ก็กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วกว่าในปารีส ลอนดอน หรือเบอร์ลิน” (บทที่ 8 )

แล้วมนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่างเราจะได้อะไรจากการอ่านหนังสือหนากว่า 600 หน้าเล่มนี้

ความเข้าใจไงครับ ความเข้าใจว่าโลกมันหมุนไปอย่างไร แล้วเราจะเดินไปทางไหน

ความเด่นของทอฟฟ์เลอร์ในทัศนะส่วนของผมไม่ใช่การทำนายอนาคต(แม้จะมีส่วนอยู่บ้างก็ตาม) แต่อยู่ที่การเก็บรายละเอียดของสิ่งที่ดำเนินไปบนโลกทั้งใบมาสรุปย่อให้เรามองเห็น

อ่านแล้วเหมือนกบที่ถูกลากออกนอกกะลา ไปชมโลกกว้าง บางส่วนก็อธิบายให้เห็นความลึกซึ้งที่เรามองไม่เห็น หรือโดยลำพังสติปัญญาเราคงมองไม่เห็นถ้าไม่มีคนอย่างเขารวบยอดมาอธิบายให้เข้าใจ

อ่านบางส่วนที่ทอฟฟ์เลอร์บอกว่า “ความมั่งคั่ง” ที่เขาพูดถึงนั้นหมายรวมถึงสิ่งต่างๆ นอกเหนือจากเงินที่มนุษย์ให้คุณค่า แล้วนึกถึงเพลง "ค่าน้ำนม" ขึ้นมา

ครับ.....เขาหมายรวมถึงอย่างนั้นจริงๆ และยืนยันว่ามันจะต้องถูกนับรวมเข้าไปด้วยในการวัดมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งผลที่ตามก็คือเราจะไม่ทอดทิ้งคนที่ให้นมและเลี้ยงดูฟูมกฟักลูกจนเติบใหญ่ไปเป็นแรงงานให้ธุรกิจหรือสังคมในอนาคต

นั่นแค่บางส่วนครับ ไม่ใช่ทั้งหมด

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ล้ำลึกเกิน ไม่เข้าใจ เหอ เหอ เหอ
#1  by  จอมบงการ At 2009-01-04 14:34, 
หนังสือเล่มนี้เขียนกว่าสิบสองปี
ชอบคำว่า obsoledge เพราะข้อมูล
ในโลกไซเปอร์ถูกทำให้ล้าสมัยเร็ว
จริงๆ
#3  by  chanpanakrit (115.67.1.185) At 2009-01-18 13:44, 
ดี
#4  by  นี (58.147.4.226) At 2009-02-10 16:03, 
ไม่เข้าใจ การแปล เช่นกันค่ะ

สงสัยจะลึกซึ้ง จริงด้วย ^^
#5  by  Leadership Guru At 2009-07-02 21:16, 

<< Home