14 เมษายน 2552

ออกเดินทางสู่โพคาร่า จังหวัดใหญ่อีกจังหวัดที่คนมาเนปาลเพื่อเทรกกิ้งจะต้องมาอาศัยเป็นจุดตั้งต้น
ได้กาแฟเช้ามาจิบสองสามจิบ เดินจากโรงแรมไปขึ้นรถทัวร์ นึกว่าใกล้ๆ ที่ไหนได้ ไกลเอาการเลยทีเดียว เล่นเอาบางคนถึงกับหอบได้ ถ้าเดินแค่นี้ยังเดินไปบ่นไป เห็นทีไม่ต้องพูดถึงเรื่องเทรกกิ้งอย่างที่เขาไปกันแน่

ไปถึงท่ารถ รถที่เราจะไปโพคาร่าเป็นรถที่เรียกกันว่า ทัวริสต์ บัส ก็รถประจำทางนั่นละครับ ไม่ติดแอร์ และไม่จอดรับผู้โดยสารรายทาง ก่อนรถจะออก อากาศมัเนย็นๆเล็กน้อย เราก็เลยลงมาอุดหนุนชาร้อนคุณยายตรงท่ารถเสียหน่อย ชาร้อนนี่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนเนปาล ซึ่งก็เหมือนชาร้อนบ้านเรา
แต่อร่อยว่าแน่นอน เพราะในการชงนั้นเขาใช้นมสดซึ่งคงจะเป็นนมควายต้มจนร้อนกับผงชา แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปต้มด้วย พอได้ที่ถึงจะกรงใส่แก้วให้เรา คุณยายแกนั่งชงท่าสวยเชียว ใช้มือเปล่าๆหยิบน้ำตาลทรายจากกระป๋องเสียด้วย

หลังจากนั้นรถออกออก ผู้โดยสารเต็มรถ แวะกินมื้อเช้าตอนสาย ก็เหมือนรถทัวร์บ้านเราอีก แต่เสียเงินกินนะครับ พวกเราทั้งห้าแทนที่จะเข้าไปกินในร้านที่เป้นจุดแวะพัก กลับเดินข้ามถนนไปกินข้าวแกงชาวบ้าน
กินกันแบบบ้านๆนั่นแหละ แต่อร่อยดีเหมือนกัน มีทั้งข้าวแกงกระหรี่ ที่หาส่วนเนื้อไม่เจอนอกจากมันฝรั่ง เพิ่งแกงกระหรี่ผักมาเป็นถ้วยๆ และปลาถอดตัวเล็กๆอีกเป็นจานๆ

ร้านขายข้าวแกงแบบนี้เห็นขาเติมข้าวเติมกับได้โดยยกถาดหลุมไปเติม ... เติมกับเขาด้วยครับ ด้วยความหิว

จากนั้นรถก็ปุเลงๆต่อไปเรื่อยๆ วิ่งผ่านไร่น่าป่าเขา เป็นการลงเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากโพคาร่านั้นอยู่ระดับต่ำกว่ากาฐมานฑุครับ

มีแวะมื้อกลางวันอีกครั้ง สไตล์แบบเดิม ไปตักหมี่ผัดมากิน ไม่ได้จ่ายเงินตอนแรก แต่ไปจ่ายตอนหลังกินไปงั้นๆ พอๆกับอาหารจุดแวะพักรถมัวร์บ้านเรา คือหาความอร่อยไม่ค่อยจะได้
เข้าถึงโพคารา ตอนบ่ายสองโมงกว่ามั้ง รวมการเดินทางราวๆ 7 ขั่วโมงเป๊ะๆ ภถาพบ้านมืองโพคาร่าค่อนข้างดี ไม่แออัด สกปรก เสื่อมโทรมเหมือนกาฐมานฑุ เป็นเมืองที่จัดว่าน่าอยู่กว่ากันเยอะ ย่านที่เราไปพักก็เป้นย่านสำหรับนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม ร้านรวงต้อนรับนักท่องเที่ยวดูคล้ายคลึงกัน แต่ถนนไม่เล็ก รถราไม่แออัด
หลังจากเอาของเข้าที่พัก ไกด์ก็พาไปทะเลสาปเฟวา....นั่งเรือพายไปเกาะที่มีวัด มันเป็นวันตรงกับปีใหม่ คนก็เลยคราคร่ำ เรื่องความสยยงามก็งั้นๆละครับ
ทะเลสาปเฟวา ใครเคยไปเขื่อนท่าด่านที่นครนายก แล้วนั่งเรือเข้าไป สวยกว่าเยอะ ห่างกทม.แค่ราวชั่วโมงเดียว

แต่เขื่อนท่าด่านไม่มีวัดฮินดู และคนนครนายกก็ไม่ได้พูดเนปาล (ฮา)

กลับมาจากเกาะก็เดินเตร็ดเตร่ ดูร้านรวงอะไรกันไป มองหาร้านที่จะมากินมื้อเย็นกันด้วย
หลังจากเดินจนเมื่อยตุ้มก็เข้าที่พักชำระสะสางร่างกาย แล้วออกมาหามื้อเย็นกินตอนค่ำๆ ร้านที่เล็งไว้ว่าจะมา เพราะมีการแสดงพื้นเมือง สไตล์เป็นสวนอาหารใหญ่ริมทะเลสาป ปรากฏว่าคนเยอะ เข้าไปนั่งสักพัก ไม่มีวี่แววว่าจะได้สั่งอาหาร และเกือบจะทุกโต๊ะที่มาก่อนก็ไม่มีใครได้กินอะไรเลย พอฟังเพลงแรก ที่เข้าใจว่าเป็นเพลงปีใหม่จบ ก็เลยชวนกันลุกเปลี่ยนร้านไปเป็นร้านสเต๊กแทน

ราคาพอสมควร เป๊ปเปอร์ สเต๊ก สองชิ้นโตมาในจานร้อน อร่อย.....และมีอย่างอื่นๆอีกสองสามอย่าง แบ่งกันกินคนละหนุบคนละหนับ
กินกันเสร็จก็กลับที่พัก เพราะเพลียกับการเดินทาง
ไฟไม่หมด แต่จุดไม่ติด
เตรียมเทรกกิ้งเล็กๆในวันต่อไป



