“คนมีเหตุผลปรับตัวเองให้เข้ากับโลก ในขณะที่คนหัวรั้นดึงดันที่จะพยายามปรับโลกให้เข้ากับตัวเอง ดังนั้นความก้าวหน้าทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับคนหัวรั้น”
จอร์จ เบอร์นาร์ดชอว์
“พลังของคนหัวรั้น” เป็นผลงานแปลชิ้นล่าสุดของ สฤณี อาชวานันทกุล จากหนังสือ “The Power of Unreasonable People” โดย จอห์น เอลคิตัน และ พาเมลา ฮาร์ติแกน ฉบับภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์มติชนยังไม่วางจำหน่าย
มาอ่านฉบับย่นย่อกัน
จอห์น เอลคิงตันเปนที่รูจักเปนอยางดีในแวดวงธุรกิจเพื่อสังคมและซีเอสอาร ในฐานะผูประดิษฐคําวา “Triple Bottom Line” ซึ่งประกอบดวย Profit People และ Planet มาอธิบายแนวคิดใหมที่เชื่อวาธุรกิจควรนําสงผลตอบแทนตอสังคมและสิ่งแวดลอมดวย มิใชนําสงเพียงผลตอบแทนตอผูถือหุนเทานั้น
สวนผูรวมเขียนคือ พาเมลา ฮาติแกน นั้นก็เปนผูบริหารมูลนิธิ Schwab ระดับรวมบุกเบิกมูลนิธินี้เปนมูลนิธิขนาดใหญแหงแรกๆ ในโลกที่ใหการสงเสริมและสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคม ทั้งในและนอกสหรัฐอเมริกา
ธุรกิจเพื่อสังคมเปนธุรกิจที่ทั้งสงมอบประโยชนสาธารณะ และอยูไดอยางยั่งยืนในทางธุรกิจ กิจการเพื่อสังคมจํานวนไมนอยกําลังแขงในตลาดเดียวกันกับธุรกิจปกติ บางรายไมเพียงแตแขงไดเทานั้น แตยังกําลังเอาชนะคูแขงที่ทําธุรกิจแบบเดิมๆ อีกดวย ความสําเร็จของธุรกิจเพื่อสังคมเหลานี้ทําใหกระแสดังกลาวไดรับความนิยมและความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ อยางนายินดี
หนังสือเล่มนี้ประมวลบทเรียนที่ได้จากบรรดา “คนหัวรั้น” ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เพียงเป็นแค่ “คนหัวรั้น” เท่านั้น แต่ยังถูกตีตราว่า “บ้า” อีกด้วย ทั้งจากครอบครัว เพื่อนฝูง หรือ คนนอก
คนเหล่านี้คือผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แหวกวงล้อมจากแนวคิดกระแสหลักออกมา
ทว่าบทเรียนจากอดีตจนถึงปัจจุบันบอกกับเราว่า เหล่าคนหัวรั้นที่ยืนอยู่บนทัศนคติ “เราทำได้” หรือ “เราจะหาทางทำให้ได้” มักจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม
ผู้เขียนวิเคราะห์และดึงเอาข้อสรุปของผู้ประกอบการเพื่อสังคมจำนวนมากมาตีแผ่ให้เห็นถึงกระบวนการและวิธีการ ปัจจัยที่จำนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในทางธุรกิจ นำเสนอกรณีศึกษาที่สรุปเป็นโมเดลออกมาได้ 3 โมเดลด้วยกัน คือ
1.กิจการแบบไม่แสวงกำไรโดยใช้คานงัด
2.กิจการไม่สแวงกำไรลูกผสม
3.ธุรกิจพื่อสังคม
สำหรับแนวคิดกระแสหลักภายใต้เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมเสรีที่เชื่อเหมือนกับที่มิลตัน ฟรีดแมนเชื่อว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจเพียงประการเดียวคือการทำกำไรให้มากที่สุดแก่ผู้ถือหุ้นภายใต้การเดินตามกติกาและการแข่งขันเสรี
ในขณะที่เหล่าคนหัวรั้นคิดต่างออกไป ดังเช่นจอห์น แมคคีย์ ผู้ก่อตั้ง โฮล ฟู้ด มาร์เก็ต เครือข่ายร้านขายปลีกอาหารธรรมชาติและอาารเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่าเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“ผมเป็นนักธุรกิจและเป็นเสรีชนผู้เชื่อมั่นในระบบตลาดเสรี แต่ผมเชื่อว่าบริษัทที่สูงส่งควรพยายามสร้างมูลค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จากมุมมองของนักลงทุน วัตถุประสงค์ของธุรกิจคือการทำกำไรสูงสุด แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ (เช่น ลูกค้า ลูกจ้าง คู่ค้า และชุมชน)”
โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมจากกรณีของโฮล ฟูด้ มาร์เก็ต เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกลายเป็นธุรกิจใหญ่กระแสหลักที่ปัจจุบันมีพนักงานเกือบสี่หมื่นคน และมีรายได้ปีละนับแสนล้านบาท คาดว่าจะสูงถึงกว่าสี่แสนล้านบาทในอีกสามปีข้างหน้า
แต่นั่นไม่ใช่เป้าหหมายสุดท้าย แมคคีย์ กล่าวว่า
“ผมเชื่อว่าธุรกิจมีเป้าหมายสูงส่งกว่านั้น ...ธุรกิจที่ทำงานผ่านตลาดเสรีอาจะเป็นพลังแห่งความดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกทุกวันนี้ ถ้าลงมือปฏิบัติดี ธุรกิจจะเพิ่มขีดความเจริญ กำจัดความยากจน ปรับปรุงคุณภาพชีวิต เสิรมเสร้างสุขภาพและอายุขัยของประชากรโลกในอัตราที่สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน”



