ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดในโมเดลแบบไหน และต่อให้ประสบความสำเร็จเพียงใด พวกเขาต่างก็องหัวปั่นอยู่กับเรื่องแหล่งเงินทุน และบ่อยครั้งการวุ่นอยู่กับเรื่องนี้กลับบั่นทอนศักยภาพที่จะสร้างผลสะเทือนต่อสังคมในวงกว้างจากกิจการที่พวกเขาทำ
แม้แต่ผู้ประกอบการกระแสหลักที่แสวงกำไรสูงสุดที่ประสบความสำเร็จเอง ระยะเริ่มแรกก็ยังเป็นกิจการที่ไม่ทำกำไรอยู่นั่นเอง เช่น Amazon.com ยังใช้เวลาถึงห้าปีกว่าจะมีกำไร
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการกระแสหลักเหนือกว่าก็คือโอกาสที่กว้างขวางและหลากหลายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมนั้นมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนตั้งแต่แรกเริ่ม
คำถามคือผู้ที่ประสบความสำเร็จหาแหล่งเงินทุนจากทางใดบ้าง ลองมาไล่เลียงกันดู พวกเขามักจะใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีต่อไปนี้
ตกปลาในกระเป๋าหลัง
เงินทุนที่มาจากครอบครัวและเพื่อนฝูง เป็นทางเลือกที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจากแบบสอบถามใช้น้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เพราะมันมักจะมาพร้อมกับแรงกดดันส่วนตัวมหาศาล ทว่าวิธีนี้ก็มีกว่าวิธีอื่นอยู่บ้างอย่างน้อยหนึ่งข้อ นั่นคือ คนที่ใช้เงินตัวเองมักจะมีวินัยทางการเงินอย่างยิ่งยวด และมักจะมีพื้นเพจากครอบครัวที่มีฐานะกว่าเพื่อนร่วมชาติ
เครก โคฮอน ลงเงินของตัวเองไม่น้อยในโกลบอลกาแลกซี ( เครือข่ายที่เขาก่อตั้งเพื่อเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน และนักพัฒนาที่กำลังคิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการใช้กิจการบนพื้นฐานของตลาด เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อเราถามโคฮอนว่าทุนก้อนแรกของเขามาจากไหน เขาตอบว่า “ผมเอา 200,000 ดอลลาร์จากกระเป๋าหลังตัวเอง บวกกับอีก 200,000 ดอลลาร์ในรูปบริการแลกเปลี่ยนจาก Monitor Group และอีก 100,000 ดอลลาร์จาก Freshfields [สำนักกฎหมายแห่งหนึ่งในอังกฤษ]”
วิธีหาทุนแบบนี้ยังเป็นเรื่องหายากในภาคสังคม ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วในภาคเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งใช้โมเดลแสวงหากำไรเป็นหลัก
การระดมทุนจากสาธารณะ
การระดมทุนจากสาธารณะเป็นทางเลือกอันดับสามจากการสำรวจ ประเด็นสำคัญอยู่ทึ่ความเป็นอิสระขององค์กร ในอเมริกามีแนวโน้มจะใช้วิธีนี้มากกว่าประเทศอื่น และมักอาศัยคนดังเป็นแรงดึงดูดให้คนยินดีบริจาคหรือลงทุนในกิจการเพื่อสังคม
กรณีที่ประสบความสำเร็จก็อย่างเช่น Band Aid ที่มีบ๊อบ เกลดอฟ เป็นหัวเรือใหญ่ หรือ Witness องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ที่มี ปีเตอร์ กาเบรียล อยู่เบื้องหลัง เป็นต้น
ความช่วยเหลือที่ไม่ใช่เงิน
ถึงแม้เงินทุนจะเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมต้องหมกมุ่นอยู่กับมัน แต่พวกเขามักพบว่าความสนับสนุนในรูปที่ไม่ใช่ตัวเงินนั้นหาได้ง่ายกว่า ซึ่งมีตั้งแต่การ
บริจาคสินค้าส่วนเกิน แรงงาน(อาสาสมัคร) และบริการที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย การสนับสนุนในรูปที่ไม่ใช่ตัวเงินนี้เป็นทางเลือกอันดับหกจากการสำรวจ
องค์กร Habitat for Humanity สามารถสร้างบ้านที่ครอครัวผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อได้ไม่ใช่เพราะขายบ้านราคาเท่าทุนและสินเชื่อไม่มีดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพราะแรงงานที่ใช้สร้างบ้านนั้นมาจากอาสาสมัครและผู้ที่จะเป็นเจ้าของบ้าน
บางองค์กรก็นำสินค้าไปดัดแปลงเพื่อให้คนกล่มใหม่ได้ใช้ หรือไม่ก็ขายต่อ
เข้าหานัลงทุนรุ่นบุกเบิกและมูลนิธิ
จากการสำรวจพบว่ามูลนิธิมาเป็นอันดับหนึ่งของแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการภาคไม่แสวงกำไร และแนวโน้มในระยะหลังก็คือการเข้าหาเศรษฐีที่มีเงินมหาศาล
ในอเมริกานั้นมีแบบอย่างมาตั้งร็อกกี้ เฟลเลอร์ และฟอร์ด ตกมาถึงคนอย่าง จอร์จ โซรอส วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ บิล เกตส์ ในปัจจุบัน และรวมไปถึงเศรษฐีคลื่นลูกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้งกูเกิ้ลอีเบย์ เป็นต้นซึ่งมีกฏหมายเอื้อกอร์ปบวัฒนธรรมของการทดแทนคุณจากความรู้สึกผิดที่เจืออยู่ในที
ในประเทศร่ำรวยอื่นๆ ก็วิวัฒน์ไปในลักษณะคล้ายกัน
ทุนสนับสนุนจากรัฐ
การหาเงินและความสนับสนุนจากภาครัฐมาเป็นอันดับสี่ ซึงมีประโยชน์ที่ระบุได้หลายอย่าง เช่น การเข้าถึงทรัพยากรบุคคลชั้นนำทางด้านวิทยาศาสตร์ การประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการเข้าถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เป็นต้น บางโครงการก็เห็นได้ชัดว่าสามารถขยายผลไปได้กว้างขวางขึ้นมากหลังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
เงินทุนจากการสร้างรายได้
การสร้างรายได้เป็นก้าวที่จำเป็นสำหรับความยั่งยืนทางการเงิน เพราะเป็นหนทางที่จะช่วยให้กิจการทั้งที่แสวงกำไรและไม่แสวงกำไรหลุดพ้นจากแหล่งเงินทุน”โบราณ”
ไปสู่แหล่งเงินทุนที่ทดแทนได้
แน่นอนว่าการหารายได้จากสินค้าหรือบริการในภาคของตลาดที่ไม่ทำงานเป็นเรื่องยากเย็นกว่า แต่ก็เป็นไปได้แม้กระทั่งจากชาวแหล่งเสื่อมโทรม เช่น ที่ Waste Concern องค์กรเพื่อจัดการกับภูเขาขยะในบังคลาเทศทำอยู่ หรือบางองค์กรก็หาทางสร้างรายได้จากผู้มีฐานะดีมากว่า และในบางกรณีไม่คิดเงินผู้มีรายได้น้อยด้วย เช่น โปรเคต์ อิมแพค ที่สามารถนำส่งผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพราคาถูกไปยังคนในประเทศกำลังพัฒนาหลายล้านคน นั่นคือวิธีขายอย่างมีกำไรให้คนมีฐานะดีกว่าแต่ก็ยังต่ำกว่าตลาด และขายถูกกว่าหรือฟรีกับคนยากจน
การทำแฟรนไชส์
วิธีนี้แม้ใช้กันน้อยแต่ก็ยังมีคนใช้ หากพิจารณาให้ดีจะพบว่ามีอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น World Wildlife Fund ,Habitat for Humanity หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล มีอีกหลายบางองค์กรที่กำลังคิดจะใช้รูปแบบของแฟรนไชส์
ทว่าตัวอย่างคลาสสิกที่รู้จักกันดีโดยไม่ต้องการคำบรรยายก็คือ บอดี้ ช็อป นั่นเอง
หรือในอินเดีย Orb Energy พบว่าการขยายแฟรนชส์เป็นวิธีหนึ่งในการขยายขนาดและสร้างผลสะเทือน แทนที่จะใช้วิธีระดมทุนเพิ่ม
(ยังมีต่อ)



