2009/Jun/19

เพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคบอนไซ



มูฮัมหมัด ยูนุส แห่งธนาคารกรามีน กล่าวไว้เมื่อคราวขึ้นรับรางวัลโนเบลว่า “สำหรับผมแล้ว คนจนเหมือนกับต้นบอนไซ...ถ้าคุณเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดของต้นไม้ที่สูงที่สุดในกระถางดอกไม้ คุณก็จะได้ต้นที่ดูเหมือนต้นไม้ที่สูงที่สุด ผิดกันแต่ต้นนี้จะสูงเพียงไม่กี่นิ้ว เมล็ดที่คุณปลูกนั้นไม่มีอะไรบกพร่องเลย มีแต่ฐานดินเท่านั้นที่ไม่เพียงพอ คนจนเป็นคนบอนไซ ไม่มีอะไรบกพร่องในเมล็ดพันธุ์ของพวกเขา แต่สังคมไม่เคยสร้างฐานให้พวกเขาเติบโต สิ่งเดียวที่จำเป็นต่อการช่วยให้คนจนหลุดพ้นจากบ่วงความจนคือเราต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับพวกเขา เมื่อใดที่คนจนสามารถปลดปล่ออยพลังและความคิดสร้างสรรค์ เมื่อนั้นความยากจนจะหมดไปอย่างรวดเร็ว”

เพื่อจะเข้าใจว่าผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกำลังปลดปล่อยผู้บริโภคบอนไซออกจากข้อจำกัดที่ครอบงำชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร มีประเด็นสำคัญอยู่ 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ ประเด็นแรกเรื่องการเข้าถึง ประเด็นที่สอง ราคาของสนิค้าและบริการ และประเด็นที่สาม เรื่องคุณภาพ

การสร้างตลาดใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีตลาด เกิดขึ้นได้ด้วยการจัดการให้ประชากรจำนวนมากสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่ได้คุณภาพในราคาที่พวกเขามีกำลังซื้อ ในทางกลับกันความต้องการสินค้าและบริการหรืออุปสงค์ที่เพิ่มสูงขึ้นของพวกเขาก็จะช่วยให้ผู้ผลิตขายสินค้าและบริการในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตเป็นวงจรสืบไปเรื่อยๆ

แน่นอนว่าไม่มีกิจการใดจะประสบความสำเร็จโดยปราศจากความเสี่ยง ที่จริงกิจการหลายแห่งจะล้มเหลว แต่เราจะต้องหวังว่าอย่างน้อยพวกเขาก็จะล้มเหลวในทางที่น่าสนใจ เพราะกระบวนการดังกล่าวจะขยับขยายวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักนวัตกรรม ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักลงทุน และรัฐบาล

ประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ กิจการเพื่อสังคมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความคาดหวังของผู้ยากไร้ที่ความต้องการยังไม่ได้รับการตอบสนอง และดังนั้นจึงเท่ากับเป็นการช่วยเพาะพันธุ์ตลาดแห่งอนาคต

การแผ้วถางทางใหม่ และทดลองวิธีการใหม่ในการแก้ปัญหาและยอมรับความลช้มเหลวในช่วงตั้งไข่ที่ทำให้ธุรกิจกระแสหลักไม่ยอมลงทุน แต่สุดท้ายธุรกิจกระแสหลักจะต้องเป็นฝ่ายที่ทำงานอย่างจริงจังเพื่อทำซ้ำและขยายขนาดของโมเดลที่ประสบความสำเร็จ กิจการเพื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือกของกิจกรรมของภาครัฐและเอกชน หากแต่เป็นสัญญาณชุดแรกที่บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

การเข้าถึง


การเข้าถึงลูกค้าเป็นประเด็นที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจกระแสหลัก โดยเฉพาะในธุรกิจเภสัชกรรม ลองคิดดูว่าวาระของขบวนการสิทธิมนุษยชนได้กลายพันธุ์ไปเพียงใดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากประเด็นเรื่องการทรมานและคุกคามทางการเมือง ขยายสู่ประเด็นเรื่องสิทธิทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่กว้างกว่านั้น นักสิทธิมนุษยชนเรียกร้องดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าประชาชนทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างเช่นน้ำดื่มที่สะอาด พลังงานที่จ่ายได้ และยารักษาโรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องดี เว้นเสียแต่ว่าโมเดลธุรกิจของคุณจะต้องอาศัยงานวิจัยระยะยาว การลงทุนปริมาณมหาศาล และการตั้งราคาแพงตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา

แต่ก็มีกิจการเพื่องสังคมที่แผ้วถางทางไว้ให้เห็นเป็นตัวอย่างวิธีใหม่ในการจัดการให้คนจนสามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นได้

OneWorld Health เป็นบริษัทยาไม่แสวงหากำไรแห่งแรกในอเมริกา มีพันธกิจและโมเดลธุรกิจที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง เฮลก่อตั้งบริษัทแบบโมเดล 1 แห่งนี้เพื่อพัฒนายารักษาโรคร้ายที่คุกคามคนที่ยากจนที่สุดในโลก โมเดลธุรกิจของเธอมีองค์ประกอบหลักสองประการ เริ่มแรก ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นหาสูตรยาที่น่าจะใช้การได้ นำมาทดลอง และยื่นขออนุญาตจากทางการ หลังจากนั้น OneWorld Health จะทำสัญญาผลิตและจัดจำหน่ายยากับบริษัทและองค์กรในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ป่วยยากจนจะมีกำลังซื้อและเข้าถึงยานี้อย่างยั่งยืน และสัญญาดังกล่าวก็นับเป็นการบุกเบิกเส้นทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นด้วย

เป้าหมายของ OneWorld Health คือการแยกขีดความสามารถในการทำกำไรออกมาจากยาที่รักษาโรคร้ายได้ บริษัทนี้ใช้งานวิจัยแนวโน้มดีในอุตสาหกรรมเป็นคานงัดเพื่อส่งมอบยาช่วยชีวิตให้กับผู้ป่วยที่ต้องการยาที่สุด มีผู้ประเมินว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในแต่ละปีที่ใช้จัดการร้อยละ 90 ของโรคหรืออาการป่วยทั่วโลก  ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจคือ ในบรรดายาประมาณ 1,500 ตัวที่ได้รับอนุมัติในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา มีไม่ถึง 20 ชนิดที่ใช้รักษาสิ่งที่เรียกว่า “โรคที่ถูกละเลย” นั่นคือ โรคติดต่อร้ายแรงที่คนจนเป็นมากกว่าคนรวยหลายเท่า

ด้วยกระบวนทรรศน์ใหม่ด้านระบบสุขภาพที่ส่งเสริมความร่วมมือของหลายภาคส่วน และมีศักยภาพที่จะลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาจากแบบดั้งเดิมลงได้มาก เป็นสิ่งที่ทำให้ OneWorld Health ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

โครงการพัฒนายาขั้นต้นโครงการแรกของ OneWorld Health เป็นการต่อยอดยาปฏิชีวนะที่หมดอายุสิทธิบัตรและไม่มีใครผลิตแล้ว เพื่อรักษาโรคลิชมาเนีย ซึ่งเป็นโรคพยาธิที่คร่าชีวิตคนเป็นอันดับสองของโลกรองจากมาลาเรีย ก่อนหน้านี้ไม่มีใครผลิตยาดังกล่าวเพราะมันทำกำไรไม่ได้ แต่แล้วเมื่อเร็วๆ นี้กลับมีผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งล้านคนต่อปีในสามทวีป OneWorld Health ทดลองยาขั้นที่สามสำเร็จในปี 2006 และได้รับอนุมัติให้ใช้ยานี้ในอินเดีย นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการวิจัยยารักษาโรคมาลาเรียและกำลังพัฒนาชุดยารักษาอหิวาตกโรค โดยเน้นการหาวิธีรักษาเด็ก

ราคา

สำหรับคนส่วนใหญ่ราคาเป็นเครื่องกำหนดว่าพวกเขาจะใช้ผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะเข้าถึงได้ง่ายมากก็ตาม สุดท้ายแล้วสิ่ที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมต้องการจะไปให้ถึงก็คือการทำให้ราคาของสินค้าและบริการจากซีกโลกตะวันตกลดลงร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างของกิจการผลิจสินค้าและบริการสาธารณะสุขที่คนจนเขาถึงและซื้อได้ตัวอย่างหนึ่งก็คือ ออโรแล็บ ที่ตั้งขึ้นในอินเดียใต้ ซึ่งเป็นกิจการในโมเดล 2 ที่อาศัยกำลังการผลิตเหลือใช้และรายได้ส่วนเกินมาให้บริการกับคนทุกระดับทั้งรวยและจน

ออโรแล็บเติบโตจนเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเลนส์แก้วตาเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขายเลนส์ไปแล้วกว่า 5 ล้านชุดใน 109 ประเทศทั่วโลก เลนส์เหล่านี้ใช้ในการผ่าตัดตาเพื่อทดแทนแก้วตาที่ขุ่นมัวจากต้อกระจก (ต้อกระจกเป็นสาเหตุหลักของอาการตาบอดสนิทและพิการทางสายตาในโลก) ออโรแล็บขายเลนส์ที่ในประเทศพัฒนาแล้วมีราคาถึง 150 ดอลลาร์ในราคาเพียง 2-4 ดอลลาร์ ทำให้สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมหาศาลที่ไม่มีเงินจ่ายในราคาปกติ รักษาสายตาและศักยภาพในการทำงานของพวกเขา

บริษัทกระแสหลักผู้ผลิตเลนส์แก้วตาเทียมที่ขายเลนส์ในปริมาณทัดเทียมกับออโรแล็บมีรายได้มากกว่าออโรแล็บนับร้อยเท่า ทว่าออโรแล็บไม่เพียงสามารถให้บริการผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 10 ของตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาถูกสำหรับลูกค้า และบริษัทเองก็มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจด้วยการปรับต้นทุนและอัตรากำไรอย่างรัดกุม

คุณภาพ

โครงการ One Laptop per Child ของนิโคลัส เนโกรปอนเต เป้นกรณีอันน่าทึ่งของกรคิดใหม่เรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนอย่างฮวบฮาบ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ราคา 100 เหรียญในปี 2009 ซึ่งเป็นราคาที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะทำได้ แม้ว่าจนถึงขณะนี้อาจจะยังไปไม่ถึงเป้าหมาย แต่สิ่งที่โครงการ OLPC ทำออกมานั้นเป็นวิสัยทัศน์และนวัตกรรมที่ส่งผลสะเทือนอย่างมากมายให้เกิดขึ้นในธุรกิจคอมพิวเตอร์กระแสหลัก

ผลสะเทือนอย่างหนึ่งที่เราเห็นกันอย่างไม่อาจปปฏิเสธได้คือปรากฏการณ์ของ “เน็ตบุ๊ก”

นั่นคือการส่งมอบมาตรฐานใหม่ในเรื่องคุณภาพและราคาโน้ตบุ๊กที่คนจนเข้าถึงได้ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของการเปิดตลาดใหม่ในพื้นที่ซึ่งไม่เคยมีตลาดมาก่อน

แม้เน็ตบุ๊กจะยังไม่ใช่ตลาดคนจนที่สุดอย่างที่เนโกรปอนเตตั้งเป้าหมายจริงเอาไว้ก็ตาม 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
หน้าปกสวยกว่าของต้นฉบับอีกนะครับเนี่ย ^^

รอซื้ออยู่คร้าบบ เล่มนี้ :D
#1  by  soundsyndrome At 2009-06-19 12:26, 

<< Home