บทเรียนจาก Development Alterntives

ไม่ว่าผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะใช้เทคโนโลยีขั้นต่ำหรือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นๆไปเพื่อแก้ปัญหาความล้มเหลวของตลาด ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือการทำเทคโนโลยีให้เป็นประชาธิปไตย หรือ อีกนัยหนึ่งก็คือการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องไม้ไม้เครื่องมือใหม่ๆได้อย่างเท่าเทียมกัน
ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจจากหนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” คือ บทเรียนจาก Development Alterntives อันเป็นเพียงตัวอย่างของหนึ่งในสี่กลุ่มที่ผู้เขียนสรุปเอาไว้ในบทว่าด้วยการทำเทคโนโลยีให้เป็นประชาธิปไตย
อาชอก โกสลา จบปริญญาเอกด้านฟิสิกส์เชิงทดลอง จากฮาร์วาร์ด แต่ละทิ้งการงานมาก่อตั้ง Development Alterntives อันเป็นองค์กรเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบลูกผสมในกุงเดลี ประเทศอินเดีย ธุรกิจเพื่อสังคมอีกหลายกิจการที่งอกออกมาจากองค์กรนี้ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา องค์กรที่น่าทึ่งดังกล่าวได้ผลิตเทคโนโลยีหรือวิธีวิทยาใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย สร้างรายได้ให้กับคนจนและอนุรักษ์หรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ในบรรดาความสำเร็จทั้งหลายของ Development Alternatives สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีราคาถูกสำหรับตลาดชนบท เช่น ระบบปูหลังคา อิฐมอญอัด อิฐบล็อก กระดาษรีไซเคิล ผ้าทอมือ เตาหุงอาหาร เครื่องอัดอิฐถ่านหิน และไฟฟ้าพลังชีวมวล
เราเลือกยกตัวอย่างจากชุดผลิตกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคาขนาดย่อมชื่อ TARA ประกอบด้วยเครื่องจักรใช้ง่ายและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องไม่กี่ชิ้น ทำให้คนห้าคนมีงานทำและผลิตกระเบื้องมุงหลังคาราคาถูกสำหรับหลายพันคน แล้วประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมล่ะ? เตาเผาอิฐแนวตั้งของ TARA ลดการใช้พลังงานร้อยละ 55 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 50 นับเป็นวิธีทดแทนเทคโนโลยีดั้งเดิมที่ถูกทางการห้ามไม่ให้ใช้ด้วยเหตุผลทางสิ่งแวดล้อม
ในขณะเดียวกัน ชุดผลิตกระดาษของ Development Alternatives ทำให้คน 40 คนสามารถผลิตกระดาษคุณภาพสูงจากผ้าขี้ริ้วกับกระดาษรีไซเคิล เครื่องผลิตไฟฟ้าชื่อ DESI Power ขององค์กรเป็นสถานีจ่ายไฟฟ้าขนาดย่อมในหมู่บ้าน ใช้วัชพืชและขยะการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง TARAhaat นำเทคโนโลยีข้อมูลไปสู่หมู่บ้านผ่านระบบเชื่อมโยงภายใน (Internal portal) และเครือข่ายศูนย์โทรคมนาคมท้องถิ่นในระบบแฟรนไชส์ของบริษัทก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ศูนย์เหล่านี้ให้บริการด้านข้อมูลหลายประเภท เช่น การศึกษานอกโรงเรียน บริการติดต่อราชการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ให้กับชาวบ้านในพื้นที่โดยคิดค่าบริการ

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง ตอนนี้เตาที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของบริษัทเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายตามบ้านในอินเดีย ชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐใช้ชุดติดตามมลพิษแบบพกพาของ Development Alternatives ในการทดสอบคุณภาพน้ำและอากาศในเมืองและเขตเทศบาลทั่วประเทศ
นอกจากนี้ Development Alternatives ยังสร้างฝายต้นน้ำกว่า 130 แห่งเพื่อฟื้นฟูวัฏจักรน้ำในลุ่มน้ำขนาดย่อมหลายแห่ง โกสลาและทีมงานของเขาประเมินว่าพวกเขาได้สร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ให้กับคนมากกว่า 500,000 คนทั่วประเทศอินเดีย
เรื่องราวของ Development Alternatives ตอกย้ำความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของคนจน ความเข้าใจของโกสลาในบริบทเหล่านี้ทำให้เขาสามารถออกแบบและผลิตเทคโนโลยีจำนวนมากที่มีประโยชน์ คนจนซื้อไหว และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของลูกค้าได้จริง
แต่เกิดอะไรขึ้นเมื่อคนอื่นที่ชอบนวัตกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน ประชาชน และองค์กรพัฒนาเอกชน พยายามทำซ้ำเทคโนโลยีเหล่านี้ในบริบทอื่น?
โชคร้ายที่ความพยายามเหล่านั้นมักจะไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการได้ อันที่จริง หนึ่งในประเด็นที่หลายคนบ่นกันมากเกี่ยวกับภาครัฐและหน่วยงานด้านการพัฒนาคือ การที่พวกเขาไม่สามารถนำนวัตกรรมของผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ทำงานในระดับรากหญ้าไปโอนถ่ายและขยายขนาดในพื้นที่อื่นได้
เราเชื่อว่าความผิดพลาดอยู่ที่วิธีการ “ตัดแปะ” ของสถาบันตัวกลางที่นำนวัตกรรมเหล่านั้นไปใช้มากกว่าตัวนวัตกรรมเองและลักษณะที่ถ่ายโอนไม่ได้ของมัน องค์กรเหล่านี้ไม่พร้อมที่จะนำนวัตกรรมจากรากหญ้าไปทำซ้ำ ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่นหรือระดับโลก
เหตุผลน่ะหรือ?
ก็เพราะนักนวัตกรรมสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างโกสลาและอีกหลายคนใช้เวลานานหลายทศวรรษในการออกแบบ ลงมือ และปรับปรุงวิธีแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์เป็นหลัก
ความสำเร็จของพวกเขามาจากกระบวนการลองผิดลองถูกที่ทำอย่างต่อเนื่อง พวกเขารู้ว่าจะต้องทำให้ผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายไหนบ้างมีส่วนร่วม ติดตามสัญญาณชี้วัดตัวไหนบ้าง และหลีกเลี่ยงกับดักอะไรบ้าง
โชคดีที่องค์กรพัฒนาและรัฐบาลกำลังตระหนักถึงขีดจำกัดของพวกเขาในสาขานี้ ด้วยการเรียนรู้จากองค์ความรู้สะสมของคนอย่างโกสลา ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังอิทธิพลของพวกเขาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงคือ โฟกัสที่แหลมคมเหมือนแสงเลเซอร์ต่อมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในกระบวนการสร้างมูลค่า
ผู้เขียนเห็นว่ามีบทเรียนที่ควรเรียนรู้จากผู้ประกอบการเพื่อสังคมในสี่กลุ่มดังกล่าวว่า ประการแรก ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะต้องสร้างความชอบธรรมให้กับความคิดและวิธีการของพวกเขา การหว่านล้อมให้คนอื่นเชื่อว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมนำเสนอจะปฏิรูประบบที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่เป็นธรรมนั้น จะต้องใช้พลังงานมหาศาล
บทเรียนที่สองซึ่งเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกจากบทเรียนแรกคือ ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องหาทางเข้าถึงผู้นำทางการเมือง ธุรกิจ และความคิด ผู้นำที่จะยอมรับวิธีการเปี่ยมนวัตกรรมเหล่านั้น และใช้เครือข่ายของตัวเองเป็นคานงัดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการนำไปใช้ในวงกว้าง
ประการที่สาม ผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องหาวิธีดึงดูดเงินทุนที่เพียงพอและแหล่งทุนที่อดทนเพียงพอ สำหรับการพัฒนา ทดสอบ ปรับปรุง นำไปใช้ และขยายขนาดกิจการของพวกเขา
แต่บทเรียนที่อาจเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดคือ ถ้าพวกเขาจะทำงานให้เต็มศักยภาพของตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาจะต้องหาวิธีเปลี่ยนแปลงระบบ



