พื้นที่โฆษณา
พักนี้ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะทำกับข้าวให้ใครกิน มันก็เลยเนือยๆ ทำกับข้าวสักอย่างเพื่อกินคนเดียว ด้วยกระเพาะน้อยๆแบบนี้ ทรมานจิตใจจริงๆ
กินแรงเพื่อนไปก่อน
คอลัมน์ สวรรค์ในครัว จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ครับ ก็อปปี้มาลงให้อ่านกันข้างล่าง เขียง มะขาม คนคุ้นเคยกันมายี่สิบปีเศษๆ ตอนรู้จักกันใหม่ๆ ทำงานด้วยกัน ไม่มีวี่แววว่าคุณเธอจะทำกับข้าวเป็นด้วยซ้ำ
แต่ตอนหลังเห็นมาเขียนคอลัมน์อาหาร ทำกับข้าวให้ลูกเมียกินยกใหญ่
แม้ฝีมือการทำอาหารอาจจะต้องตั้งข้อสงสัยไม่น้อย ก็คนแบเขียงที่เพิ่งผัดกระเพราเป็น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ หลังจากมีลูกเต้าตั้งสองสามคนแล้ว ไม่น่ากังขาได้ยังไง
ทว่าในแง่ของความเป็นนักชิมแล้ว ต้องยอมรับ
ขณะที่ไอ้เราก็เฝ้าแต่เข้าครัวทำกินเองมันแทบทุกอย่าง
เขียง มะขาม กลับหาอะไรอร่อยซอกแซกไปชิมได้เรื่อยๆร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ
จนเดี๋ยวนี้สิ่งที่เขาชิมมามากมายมหาศาลมันกลืนเข้าไปในสายเลือด
กลั่นมาเป็นการทำกินเองเป็น
ขนาดนั้นเลยเชียว
ที่เขียง มะขาม แม้เดี๋ยวนี้ห่างๆกันไป ทำงานกันคนละตึก แต่ยังร่วมชายคาเดียวกัน เขียนไว้ในข่าวสดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บังเอิญมันตรงคอนเสปต์
You Are What You Eat
และ You Are What You Read ของบล็อกเข้าพอดี
เลยเอามาให้อ่าน
มันรื่นรมย์ดี
เชิญอ่าน.....
@@@@@@@@@@@@@@
เท่า ที่ประสบพบ พานมา บรรดาท่านที่เป็น "นักชิม" ทั้งหลาย มักจะเป็นนักอ่านเรื่องของกินหรืออ่านคอลัมน์แนะนำอาหารและร้านอาหารไปด้วย ในตัว
ฉะนั้น วันนี้จึงขออนุญาตแย่งงานคุณชนา ชลาศัยและผู้สื่อข่าวหรรษา ถือโอกาสมาแนะนำหนังสือเสียเอง
เพราะเป็นหนังสือที่ทั้งอ่านสนุกและ "อ่านแล้วหิว"
เหมาะแก่ท่านนักชิมผู้รักการอ่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง-ว่าไปนั่น
เป็นหนังสือที่วางตลาดเมื่อเดือนพฤษภาคมนี่เอง
ชื่อภาษาอังกฤษคือ Garlic and Sapphires พากย์ไทยว่า "สาวนักชิมตะลุยนิวยอร์ก" เชยไปนิด แต่ก็ตรงความหมายดี
เพราะ คนเขียนหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อ รูธ ไรเชล (Ruth Reichl) นั้น เธอเป็นนักเขียนคอลัมน์วิจารณ์อาหารของลอสแองเจลิส ไทม์ ก่อนจะถูกเชิญให้ข้ามฟากทวีปมาเขียนให้นิวยอร์ก ไทมส์
ไม่ใช่แค่ชิม แต่เป็นแม่ครัวมือดีระดับเปิดร้านอาหารของตัวเองมาแล้วด้วย
ก่อนจะมารู้ทีหลังว่า ถึงทำเองจะสนุกและอร่อย แต่การไปกินของอร่อยด้วยฝีมือคนอื่น และแยกแยะออกมาให้ได้ว่าอะไรดี-ไม่ดี
เป็นความสุขหาที่เปรียบมิได้ยิ่งกว่า
ใครที่ชอบเรื่องซีเรียสที่นำเสนอได้อย่างคมคาย มีอารมณ์ขัน และอ่านเสร็จแล้วต้องกลับมาสำรวจตัวเราเองด้วย
อ่านเรื่องนี้ไม่ผิดหวัง
คนที่ชอบงานหนังสือพิมพ์ หรือสงสัยว่าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศทำงานอย่างไร กำหนด มาตรฐานเอาไว้สูงขนาดไหน ลงทุนกันเท่าไหร่
อ่านแล้วก็ได้ความรู้
แต่ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ "วางไม่ลง" (จริง-จริง ไม่ได้โม้) ก็คือการบรรยายเรื่องอาหารของแต่ละร้านที่จะต้องแวะเวียนไปชิมตามหน้าที่
เนื่องจากไรเชลมาเปิดศักราชใหม่ให้กับหน้าวิจารณ์อาหารของนิวยอร์ก ไทมส์
แทนจะเน้นร้านหรู จำกัดอยู่แต่อาหารฝรั่งเศสหรืออิตาเลียนเป็นหลัก
เธอไปหมด
ลุยทั้งอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย(ซึ่งเป็นของใหม่มากสำหรับนิวยอร์กเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน) และอื่นๆ
มีแซมอาหารฝรั่งเศสและอิตาเลียนตามตำรับดั้งเดิมเป็นระยะ
และเพราะรู้จริง-เขียนเป็น แต่ละเรื่องแต่ละจานที่เธอวิจารณ์ออกมา อ่านแล้วน้ำลายหก (ด้วยความตะกละของคนอ่าน)
นอกจากนั้นยังมีรายการอาหารที่เธอทำให้สามีและลูก หรือเพื่อนๆ กินแทรกไว้เกือบตลอดเล่ม
ในจำนวนนี้มี "ผัดไทย" รวมอยู่ด้วย
ถ้าคิดว่าเธอเขียนเรื่องนี้ก่อนที่กระแสอาหารไทยจะเริ่มเป็นที่นิยมในโลกตะวันตก
ก็แสดงให้เห็นถึงความรู้และใจที่เปิดกว้างของคนเขียนชัดเจน
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำได้ไม่เบื่อ
และอ่านแล้วก็เกิดน้ำลายสอทุกทีไป
คิดกำเริบจะทำเองบ้าง หรือจะเลียนแบบด้วยการไปหาโน่นหานี่กินบ้าง
ว่างๆ ลองไปหามาอ่านดูซิครับ
จะได้เทียบอาการกันดู
ฮา



