2009/Jul/12


บทเรียนแห่งอนาคต

http://cyborg9.exteen.com/images/book/unreasonable2.jpg


ลองหันกลับมาดูแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังชื่อหนังสือเล่มนี้กันอีกนิด จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ กล่าวว่า “คนมีเหตุมีผลปรับตัวเองให้เข้ากับโลก” ในขณะที่ “คนหัวรั้นดึงดันจะพยายามปรับโลกให้เข้ากับตัวเขา ดังนั้น ความก้าวหน้าทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับคนหัวรั้น” เราได้ยกตัวอย่างคนหลายคนที่เคย “หัวรั้น” และหลายคนก็ยังถูกมองอย่างนั้นอยู่ สาเหตุหนึ่งที่คนมองว่าพวกเขาหัวรั้นคือ คนเราที่เหลือรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะทนเห็นความแตกแยกระดับถึงรากถึงโคนที่กำลังจะเกิด ไม่ว่ามันจะนำมาซึ่งพัฒนาการที่ยิ่งใหญ่หรือทำให้ระบอบเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมล่มสลาย

ลองยกแค่ตัวอย่างเดียวก็ได้ ในหนังสือเรื่อง The Long Emergency เจมส์ ฮาวเวิร์ด คุนส์ท์เลอร์ (James Howard Kunstler) เตือนว่าสังคมที่พึ่งพิงน้ำมันที่หาง่ายและเหลือน้อยลงเรื่อยๆ มากเกินไปจะต้องพบกับผลลัพธ์ที่อันตรายร้ายแรง เช่น เขาพยากรณ์จุดจบแบบพังพินาศของสังคมชานเมืองอเมริกันเมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงลิ่วในยุคที่ปริมาณน้ำมันที่มนุษย์ขุดเจาะขึ้นมาใช้เลยจุดสูงสุด (peak oil) ไปแล้ว เขาบอกว่า “เราเอาความมั่งคั่งทั้งหมดของเราไปลงทุนในวิถีชีวิตที่ไร้อนาคต ...การสร้างสังคมชานเมืองนั้น เป็นการจัดสรรความมั่งคั่งที่ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” แทนที่จะเห็นเมืองร้าง เขาบอกว่าเราจะได้เห็นชานเมืองร้างและเมืองรอบนอกร้าง

เขาหัวรั้นหรือเปล่า? ถ้าใช้สมมุติฐานส่วนใหญ่ในวันนี้เราก็คงต้องสรุปอย่างนั้น แต่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมหลายคนได้เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อระบบธรรมาภิบาล เศรษฐกิจ สังคม หรือระบบนิเวศล่มสลาย ผู้ประกอบการหลายคนในหนังสือเล่มนี้ รวมถึง ฟาเซิล อาเบด แห่ง BRAC, บังเคอร์ รอย แห่งวิทยาลัยเท้าเปล่า, มูฮัมหมัด ยูนุส แห่ง Grameen Group และแอนเดรียกับแบร์รี่ โคลแมน แห่ง Riders for Health พบหนทางเปี่ยมปัญญาตอนที่เผชิญหน้ากับภัยพิบัติรุนแรง

ลองดูปัญหาที่เข้าขั้นสิ้นหวังของระบบนิเวศแถบแนวปะการังและประมงทะเล กับงานของ Marine Stewardship Council (MSC) องค์กรไม่แสวงหากำไรแบบลูกผสมระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน เป้าหมายของ MSC อยู่ที่การพลิกฟื้นอัตราการตกต่ำของประมงทะเลทั่วโลกให้เปลี่ยนเป็นบวก องค์กรนี้หาวิธีใช้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง และรณรงค์การอนุรักษ์หนึ่งในแหล่งทรัพยากรอาหารที่เกิดทดแทนใหม่ได้เองตามธรรมชาติ (renewable food source) ที่สำคัญที่สุดในโลก แบบรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

MSC วางแผนว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร? พวกเขาได้พัฒนามาตรฐานสิ่งแวดล้อมสำหรับประมงที่มีการบริหารจัดการดีและยั่งยืน MSC เหมือนกับองค์กรรับรองอื่นๆ ตรงที่พวกเขาใช้เครื่องหมายรับรองเป็นรางวัลที่มอบให้กับพฤติกรรมดี องค์กรนี้ก่อตั้งโดยยูนิลีเวอร์ (ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ซื้ออาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดในโลก) ร่วมกับ WWF ในปี 1997 และดำเนินการในฐานะองค์กรอิสระตั้งแต่ปี 1999 การมีส่วนร่วมของ WWF ในตัวมันเองนั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้วิธีที่โลกของเอ็นจีโอได้พัฒนานวัตกรรมในการจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำเพื่อเปลี่ยนแปลงตลาด MSC ประสบความสำเร็จในการสร้างแนวร่วมผู้สนับสนุนที่กว้างขวาง จากองค์กรกว่า 100 องค์กรใน 20 ประเทศทั่วโลก รูเพิร์ต โฮวส์ (Rupert Howes) ซีอีโอของ MSC บอกว่า การโน้มน้าวให้ผู้ค้าปลีกอย่าง Wal-Mart มองเห็นความจำเป็นของการกำหนดแหล่งจับปลา สำรองปริมาณปลา และรณรงค์การประมงอย่างยั่งยืนนั้น เปรียบเสมือนเป็นเข็มฉีดยาที่ช่วยยืดชีวิต MSC และวาระที่พวกเขาผลักดัน

อย่างไรก็ดี ถึงที่สุดแล้วแม้แต่รูปแบบพันธมิตรที่ทรงพลังแบบนี้ก็ไม่อาจช่วยชีวิตแหล่งประมงของโลกได้โดยลำพัง ยังไม่ต้องพูดถึงระบบนิเวศในทะเล การบรรลุเป้าหมายของพวกเขาต้องใช้กลไกธรรมาภิบาลโลกที่ได้ผลและเจตจำนงทางการเมืองที่เอาจริงเอาจังไม่ลดละ

การพยายามทำในสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้นั้นต้องอาศัยความกล้าหาญ แต่ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา นักนวัตกรรมและผู้ประกอบการที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็ยอมรับความท้าทายดังกล่าวเสมอ ไม่ต่างจากคนที่เรายกตัวอย่างในหนังสือเล่มนี้ เราพยายามเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า มีบทเรียนมากมายที่เราเรียนรู้ได้ในวิธีที่คนเหล่านี้มองอนาคต วิธีที่พวกเขาเชื่อมจุดต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาที่ดูเหมือนจะไม่มีทางแก้ วิธีที่พวกเขามักจะกระโจนเข้าใส่ปัญหาโดยไม่คิดว่าจะทำกำไรจากกิจการนั้นได้อย่างไร วิธีที่พวกเขาพยายามวัดสิ่งที่วัดไม่ได้ และวิธีที่พวกเขาทำงานเพื่อเปลี่ยนระบบการเมือง ธรรมาภิบาล สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อต่อสู้กับความบกพร่องในระดับที่กว้างกว่า

ไม่ว่าผู้ประกอบการจะหัวรั้น มีวิสัยทัศน์ เป็นนักปฏิบัติ และโชคดีเพียงใด การปรับแต่งและลงมือทำโครงการที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นผลจากการลองผิดลองถูก แทบไม่มีใครเลยที่ทำถูกตั้งแต่แรก ผู้ประกอบการที่ฝันไกลจะต้องพร้อมที่จะถอยหลังชั่วคราว รวมทั้งถอยแบบล้มทั้งยืนหน้ากระแทกพื้นด้วย โชคร้ายที่บางสังคมทำโทษความล้มเหลวหนักกว่าสังคมอื่นๆ วัฒนธรรมแบบนี้กลัวความเสี่ยงและมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการน้อยกว่า ไม่ว่าความล้มเหลวจะเกิดขึ้นในบริบททางวัฒนธรรมแบบใด มันก็ทำให้คนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองทั้งนั้น แต่มันก็เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จในอนาคต สิ่งสำคัญที่สุดคือรวบรวมพลัง ลุกขึ้นยืนและออกเดินสู่เป้าหมาย

เราหวังว่า พลังของคนหัวรั้น จะช่วยให้สรรพเสียง ความคิด และความสำเร็จของผู้ประกอบการแพร่กระจายไปยังกลุ่มผู้ฟังใหม่ๆ ในวงกว้างกว่าเดิม ผู้ประกอบการเหล่านี้ล้วนมีอัจฉริภาพที่หายาก อย่างน้อยก็ในนิยามของ อาร์เธอร์ โชเปนฮาวร์ (Arthur Schopenhauer) เขาบอกว่า “คนมีพรสวรรค์ยิงถูกเป้าที่คนอื่นพลาด ...แต่อัจฉริยะยิงถูกเป้าที่คนอื่นมองไม่เห็น” ทักษะข้อนี้จะทวีความจำเป็นมากขึ้น ขณะที่เราถลำลึกลงไปในศตวรรษที่ 21 ระหว่างที่ความท้าทายต่างๆ พอกพูน มันก็อาจเป็นเรื่องหัวรั้นที่จะมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับแนวโน้มของเราในระยะยาว แต่งานของนักนวัตกรรมและผู้ประกอบการที่อธิบายในหนังสือเล่มนี้ก็กระตุ้นให้เราโอบอุ้มความคิดที่อาจเป็นคติพจน์ประจำใจของพวกเขา – เรื่องที่เป็นไปไม่ได้นั้น แท้จริงแล้วก็แค่ต้องใช้เวลานานกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย.

หมายเหตุ : เรื่องราวทั้งหมดที่นำลงติดต่อกันมา 9 ตอนในคอลัมน์นี้คัดย่อและตัดตอนเพียงบางส่วนมาจาก หนังสือ “พลังของคนหัวรั้น” ฉบับภาษาไทย แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล จาก “The Power of Unreasonable People” ของ จอห์น เอลคิงตัน และ พาเมลา ฮาร์ติเกน กำหนดวางตลาดตามร้านหนังสือทั่วไปปลายเดือนกรกฎาคมนี้ หรือ เดือนหน้า หรือเดือนไหน..

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
โอ้ หนังสือดีดีอย่า่่่งนี้ให้ประโยชน์จังค่ะ
big smile double wink
#1  by  ::นู๋ noon แว่นแก้ว:: At 2009-07-12 20:14, 

<< Home