SciTech

2009/Feb/17

 

http://graphics8.nytimes.com/images/2009/02/17/science/17isla_600.JPG

ภาพซ้ายเมื่อปี 2550 นี่เอง ส่วนภาพขวาปี 2552 กลายเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

ที่มาภาพและเรื่อง : เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์

ไปเห็นรูปถ่ายเปรียบเทียบใน เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ แล้วน่าสนใจดี เป็นทัศนียภาพบนเขาในเกาะแมคควารี เกาะทางตะวันตกของทาสมาเนีย อยู่กึ่งกลางระหว่างออสเตรเลีย กับ แอนตาร์กติก ภาพหนึ่งเป็นภาพเก่าที่ดูอุดมสมบูรณ์ ส่วนอีกภาพหนึ่งเป็นภาพปัจจุบันที่กลายเป็นเนินเขามีแต่หญ้ากับดินล้านเลี่ยนราวกับทะเลทรายก็ไม่ปาน

เกาะแมคควารี่นั้นแต่เดิมถือกันว่าเป็นเสมือนเมกกะของคนรักธรรมชาติ เพราะมันเคยอุดมสมบูรณ์มาก เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในเวลาราวๆยี่สิบกว่าปีมันก็ถูกทำให้กลายเป็นเหมือนเกาะแห่งความตายของธรรมชาติ

ปัญหาเกิดจากความพยายามของมนุษย์ที่จะกำกัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นซึ่งถูกนำเข้ามาเติบโตขยายพันธุ์บนเกาะตั้งแต่เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งก็คือแมวที่ชาวยุโรปนำเข้ามาในสมัยนั้นนั่นเอง

ในปี 1985 นักวิทยาศาสตร์ออกสเตรเลียสร้างแผนการอันทะเยอทะยานที่จะกำจัดแมวต่างถิ่นเหล่านี้ให้หมดไปจากเกาะ เพราะแมวล่านกในท้องถิ่น และคนก็กลัวว่าจะทำให้สัตว์ดั้งเดิมของเกาะสูญพันธุ์ไปจนหมด

ยี่สิบสี่ปีถัดมาหลังจากเริ่มแผนการกำจัดแมวต่างถิ่น ผลก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นคือธรรมชาติของเกาะแม็คควารี่วอดวายไปเลย เพราะการกระทำดังกล่าวไปทำให้ระบบนิเวศน์ของเกาะเสียสมดุลย์ เมื่อแมวหมดไปจากเกาะ กระต่ายซึ่งเป็นอาหารหลักของแมวก็เริ่มขยายพันธุ์อย่างปราศจากการควบคุมกันเองในธรรมชาติ

ต้นไม้ใบหญ้าในเกาะก็เลยเหี้ยนไปหมดเพราะฤทธิ์ของกระต่ายที่ทวีจำนวนขึ้นมามากมาย ส่งผลสะเทือนไปทั้งระบบนิเวศของเกาะ

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทาสมาเนียสรุปเป็นข้อเตือนใจหลังการเข้าไปศึกษาหายนะที่เกิดกับเกาะแม็คควารี่ในครั้งนี้ว่า การที่จะทำโครงการกำจัดสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาระบบนิเวศทั้งระบบให้ดีก่อน

ยิ่งในกรณีนี้ยิ่งจำเป็น เพราะแมวไม่ใช่เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในเกาะ แต่มันถูกนำเข้ามาเป็นร้อยปีแล้ว เช่นเดียวกับกระต่ายซึ่งก็ถูกนำเข้ามายังเกาะโดยนักล่าแมวน้ำในศตวรรษที่ 19 เช่นกัน

และเมื่อปี 1968 ประชากรกระต่ายบนเกาะมีมากเกิน 100,000 ตัว ทางการหาวิธีลดจำนวนกระต่ายลงได้ด้วยการปล่อยไวรัสสังหารกระต่าย ใช้เวลาราวยี่สิบปี ก็ลดจำนวนลงมาเหลือต่ำกว่า 20,000 ตัว

พอประชากรกระต่ายลด ก็เท่ากับอาหารหลักของแมวไม่เพียงพอ แมวก็หันไปล่านกทะเลในท้องถิ่นแทน และเมื่อเดินแผนล้างเผ่านพันธุ์แมว กระต่ายก็กลับเพิ่มขึ้นมาอีก ผลสุดท้ายที่ได้รับกันจริงๆก็คือความวอดวายของธรรรมชาติในเกาะเอง

ที่จริงแล้วกรณีอย่างเกาะแมคควารี่นั้นไม่ใช่กรณีเดียวที่เกิดขึ้น แต่เคยเกิดขึ้นที่อื่นๆแล้วด้วย เช่น ในนิวซีแลนด์ ที่ทางการพยาามจะกำจัดหนู พอสซั่ม และ ตัวสโต๊ต(คล้ายหนู) โดยการวางยาเบื่อหนูกับพอสซั่ม เชื่อว่าเมื่อหนูหมด ตัวสโต๊ตก็จะหมดไปเองเพราะมันกินหนูเป็นอาหาร แต่ปรากกฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปสโต๊ตยังคงอยู่เพราะมันหันมามากินนกและไข่นกแทน

อย่างไรก็ดีกรณีของเกาะแม็คควารี่เป็นกรณีสดๆร้อนๆ ที่เป็นตัวอย่างได้ดีที่สุด ว่าความตั้งใจดีแต่ขาดความเข้าใจมากพอก็อาจจะนำไปสู่ผลที่ไม่ได้ตั้งใจได้

ผลร้ายมากเสียด้วยอย่างที่เห็นในรูป

แน่นอน สำหรับสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมจากต่างถิ่นนั้นในบางกรณีทำให้ระบบนิเวศน์เสียสมดุลย์ได้จริง อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของนักนิเวศน์วิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ นำเสนอเมื่อปลายปีที่แล้ว ในนิวซีแลนด์ พบว่าการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ท้องถิ่นอันเนื่องจากการรุกรานจากพืชและสัตว์แปลกปลอมจากต่างถิ่นนั้นเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อย กล่าวคือไม่นำไปสู่การสูญพันธุ์อย่างขนานใหญ่ของธรรมชาติท้องถิ่น นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงโต้แย้งตามมามาก เนื่องจากมันขัดความเชื่อหลักที่เชื่อกันอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ทางที่ดีก็คือ มนุษย์ควรจะเข้าไปแทรกแซงธรรมชาติให้น้อยที่สุดนั่นละครับ