ความพยายามที่จะตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรมสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า
เทคโนโลยีพันธุวิศกรรม ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในแวดวงนัก
วิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีการทดลองหลายๆ อย่างที่ปรากฏเป็นรายงานข่าว
ให้เราได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์เหล่านี้ เช่น การดัดแปลงให้สัตว์บางชนิด
เรืองแสงขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด หรือการตัดต่อพันธุกรรมสุนัขเพื่อปิด
การทำงานของพันธุกรรมในส่วนที่ทำให้เกิดโรคบางอย่าง เป็นต้น
ก็เป็นความหวังของมนุษย์บางส่วนว่า หากความรู้และเทคโนโลยีพัฒนา
ไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถช่วยให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง
ไปจนถึงขั้นที่สามารถกำหนดลักษณะทั้งภายนอกภายในได้ ดังเช่น
ที่กล่าวกันถึงดีไซเนอร์ เบบี้ หรือไกลไปถึงขั้นยอดมนุษย์ที่แข็งแรงกว่า
สุขภาพดีกว่า ฯลฯ

เป็นความต้องการจะสร้างเผ่าพันธุ์แบบใหม่อย่างที่ต้องการขึ้นมา
หรืออาจจะคิดแค่ระดับธุรกิจบริการผลิตสายพันธุ์มนุษย์ตามสั่งไว้ขาย
เศรษฐีพันล้านกันก็ได้
การตัดต่อพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตโดยพื้นฐานมีสองแบบ แบบแรกกระทำกัน
ในระดับเซลล์ หรือโซมาติก เซลล์ ซึ่งเป็นแบบที่เราได้ยินได้เห็นเป็น
ข่าวเกี่ยวสิ่งมีชีวิตพิสดารอยู่บ่อยๆ การดัดแปลง พันธุกรรมแบบนี้
ทำให้ได้สิ่งมีชีวิตตามที่กำหนด ทว่าคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้น หรือตัดออก
ไม่ส่งผลไปยังรุ่นต่อๆ ไป
อีกแบบหนึ่งกระทำในระดับ เจิร์มไลน์(germline) อันเป็นการเปลี่ยน
แปลงที่สเปิร์ม หรือไข่ ก่อนการปฏิสนธิ หรือในระดับเริ่มต้นตอนแรกๆ
เลยของตัวอ่อน แบบนี้พันธุกรรมที่ถูกเปลี่ยนแปลงสามารถจะถ่ายทอด
สู่รุ่นต่อๆ ไปได้ เมื่อต้นปี 2546 มีผลการทดลองกับหนูและพบว่า
พันธุกรรมที่ถูกดัดแปลงไปของหนูในระดับเจิร์มไลน์ ส่งต่อไปสู่รุ่นลูก
ได้จริง
เนื่องจากสามารถถ่ายทอดคุณสมบัติใหม่ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ
ไปได้นี่เอง ทำให้คิดกันว่าในอนาคตอาจจะสามารถพิชิตโรคภัยไข้เจ็บบาง
อย่างไปได้ตลอดกาล หรือแม้แต่ก้าวล่วงไปถึงขั้นกำหนดการเปลี่ยนแปลง
รูปลักษณ์ภายนอก เช่น สีผม สีผิว ฯลฯ
เดิมทีคิดกันว่า เจิร์มไลน์ เจเนติคัลลี มอดิฟิเคชั่น นี้ยังอยู่อีกยาวไกลกว่าที่
จะทำกันได้ เพราะความรู้ความเข้าใจและเทคโนโลยียังพัฒนาไปไม่ถึง
ขนาด แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง รายงานของศูนย์นโยบายสาธารณะและ
พันธุกรรม แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ บ่งชี้ว่าน่าจะสามารถก้าว
ข้ามอุปสรรคทางเทคนิคที่เป็นเครื่องกีดขวางการการดัดแปลงพันธุรกรรม
ระดับเจิร์มไลน์กันได้
พูดง่ายๆ อีกทีว่ามันคงไม่นานเป็นหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปีอย่างที่เคยคิดกัน
ไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ความสำเร็จบางระดับในห้องปฏิบัติการเกิดขึ้นกับสัตว์บาง
ชนิดแล้วในระยะเพียงปีสองปีที่ผ่านมานี้เอง
ปัญหาการของดัดแปลงพันธุกรรมแบบนี้เมื่อจะนำมาใช้กับมนุษย์ก็คือ
ผลในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นนั้น เราจะรู้ก็ต่อเมื่อชีวิตถือกำเนิด
หรือเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วและมีชีวิตอยู่
ในขณะเดียวกัน เกรงกันว่าความรู้ทางด้านพันธุกรรมของ
นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่มากพอที่จะหยั่งรู้ผลเสียที่อาจ
จะเกิดขึ้น ผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาจากการดัดแปลง
พันธุกรรมส่วนใด ส่วนหนึ่งว่าจะไม่ไปเกิดผลต่อส่วนอื่นๆ
และที่ทำให้ต้องใคร่ครวญกันมากไปกว่านั้นก็คือ บางอย่างกว่าจะรู้ก็
หลังจากคุณสมบัติดังกล่าวถ่ายทอดไปสู่อีกรุ่นหนึ่งแล้ว หากมันเกิดอะไร
ขึ้น ก็จะไม่สามารถกลับไปแก้ไขใหม่ได้
ความจริงไม่ต้องถึงขั้นเอามาใช้กับมนุษย์หรอกครับ แค่เอาไปใช้กับสัตว์
ไม่ว่าแมว หนู หมู หมา กาไก่ ฯลฯ แค่ในห้องทดลองเวลานี้ ก็ชวนให้ตั้ง
คำถามมากมายอยู่แล้ว
แต่สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นหรอกครับ สิ่งมีชีวิตผ่าเหล่าด้วยฝีมือมนุษย์
จะต้องเกิดขึ้น รวมทั้งมนุษย์ผ่าเหล่าด้วย
แต่จะผ่าเหล่าไปถึงขั้น X-Men ได้หรือเปล่า ไม่มีใครรู้
เทคโนโลยีพันธุวิศกรรม ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในแวดวงนัก
วิทยาศาสตร์ทั่วโลก มีการทดลองหลายๆ อย่างที่ปรากฏเป็นรายงานข่าว
ให้เราได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์เหล่านี้ เช่น การดัดแปลงให้สัตว์บางชนิด
เรืองแสงขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด หรือการตัดต่อพันธุกรรมสุนัขเพื่อปิด
การทำงานของพันธุกรรมในส่วนที่ทำให้เกิดโรคบางอย่าง เป็นต้น
ก็เป็นความหวังของมนุษย์บางส่วนว่า หากความรู้และเทคโนโลยีพัฒนา
ไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จะสามารถช่วยให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง
ไปจนถึงขั้นที่สามารถกำหนดลักษณะทั้งภายนอกภายในได้ ดังเช่น
ที่กล่าวกันถึงดีไซเนอร์ เบบี้ หรือไกลไปถึงขั้นยอดมนุษย์ที่แข็งแรงกว่า
สุขภาพดีกว่า ฯลฯ

เป็นความต้องการจะสร้างเผ่าพันธุ์แบบใหม่อย่างที่ต้องการขึ้นมา
หรืออาจจะคิดแค่ระดับธุรกิจบริการผลิตสายพันธุ์มนุษย์ตามสั่งไว้ขาย
เศรษฐีพันล้านกันก็ได้
การตัดต่อพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตโดยพื้นฐานมีสองแบบ แบบแรกกระทำกัน
ในระดับเซลล์ หรือโซมาติก เซลล์ ซึ่งเป็นแบบที่เราได้ยินได้เห็นเป็น
ข่าวเกี่ยวสิ่งมีชีวิตพิสดารอยู่บ่อยๆ การดัดแปลง พันธุกรรมแบบนี้
ทำให้ได้สิ่งมีชีวิตตามที่กำหนด ทว่าคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้น หรือตัดออก
ไม่ส่งผลไปยังรุ่นต่อๆ ไป
อีกแบบหนึ่งกระทำในระดับ เจิร์มไลน์(germline) อันเป็นการเปลี่ยน
แปลงที่สเปิร์ม หรือไข่ ก่อนการปฏิสนธิ หรือในระดับเริ่มต้นตอนแรกๆ
เลยของตัวอ่อน แบบนี้พันธุกรรมที่ถูกเปลี่ยนแปลงสามารถจะถ่ายทอด
สู่รุ่นต่อๆ ไปได้ เมื่อต้นปี 2546 มีผลการทดลองกับหนูและพบว่า
พันธุกรรมที่ถูกดัดแปลงไปของหนูในระดับเจิร์มไลน์ ส่งต่อไปสู่รุ่นลูก
ได้จริง
เนื่องจากสามารถถ่ายทอดคุณสมบัติใหม่ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ลูกหลานรุ่นต่อๆ
ไปได้นี่เอง ทำให้คิดกันว่าในอนาคตอาจจะสามารถพิชิตโรคภัยไข้เจ็บบาง
อย่างไปได้ตลอดกาล หรือแม้แต่ก้าวล่วงไปถึงขั้นกำหนดการเปลี่ยนแปลง
รูปลักษณ์ภายนอก เช่น สีผม สีผิว ฯลฯ
เดิมทีคิดกันว่า เจิร์มไลน์ เจเนติคัลลี มอดิฟิเคชั่น นี้ยังอยู่อีกยาวไกลกว่าที่
จะทำกันได้ เพราะความรู้ความเข้าใจและเทคโนโลยียังพัฒนาไปไม่ถึง
ขนาด แต่เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง รายงานของศูนย์นโยบายสาธารณะและ
พันธุกรรม แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ บ่งชี้ว่าน่าจะสามารถก้าว
ข้ามอุปสรรคทางเทคนิคที่เป็นเครื่องกีดขวางการการดัดแปลงพันธุรกรรม
ระดับเจิร์มไลน์กันได้
พูดง่ายๆ อีกทีว่ามันคงไม่นานเป็นหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปีอย่างที่เคยคิดกัน
ไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ความสำเร็จบางระดับในห้องปฏิบัติการเกิดขึ้นกับสัตว์บาง
ชนิดแล้วในระยะเพียงปีสองปีที่ผ่านมานี้เอง
ปัญหาการของดัดแปลงพันธุกรรมแบบนี้เมื่อจะนำมาใช้กับมนุษย์ก็คือ
ผลในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นนั้น เราจะรู้ก็ต่อเมื่อชีวิตถือกำเนิด
หรือเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วและมีชีวิตอยู่
ในขณะเดียวกัน เกรงกันว่าความรู้ทางด้านพันธุกรรมของ
นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่มากพอที่จะหยั่งรู้ผลเสียที่อาจ
จะเกิดขึ้น ผลข้างเคียงที่อาจจะตามมาจากการดัดแปลง
พันธุกรรมส่วนใด ส่วนหนึ่งว่าจะไม่ไปเกิดผลต่อส่วนอื่นๆ
และที่ทำให้ต้องใคร่ครวญกันมากไปกว่านั้นก็คือ บางอย่างกว่าจะรู้ก็
หลังจากคุณสมบัติดังกล่าวถ่ายทอดไปสู่อีกรุ่นหนึ่งแล้ว หากมันเกิดอะไร
ขึ้น ก็จะไม่สามารถกลับไปแก้ไขใหม่ได้
ความจริงไม่ต้องถึงขั้นเอามาใช้กับมนุษย์หรอกครับ แค่เอาไปใช้กับสัตว์
ไม่ว่าแมว หนู หมู หมา กาไก่ ฯลฯ แค่ในห้องทดลองเวลานี้ ก็ชวนให้ตั้ง
คำถามมากมายอยู่แล้ว
แต่สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นหรอกครับ สิ่งมีชีวิตผ่าเหล่าด้วยฝีมือมนุษย์
จะต้องเกิดขึ้น รวมทั้งมนุษย์ผ่าเหล่าด้วย
แต่จะผ่าเหล่าไปถึงขั้น X-Men ได้หรือเปล่า ไม่มีใครรู้


