YouAreWhatYouRead

     ทั้ง น้ำมัน ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ รวมกันแล้วยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ในโลกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86.5  (น้ำมันร้อยละ 36.5 ถ่านหินร้อยละ 27  และก๊าซธรรมชาติร้อยละ 23) เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งสามชนิดนี้รวมกันเป็นสาเหตุโลกร้อนที่ใหญ่ที่สุด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมโลกจึงพุ่งเป้าอย่างจริงจังไปยังทางเลือกใหม่ๆ เพื่อผลิตพลังงานที่ปราศจากการปล่อย CO2 ในปริมาณมากๆ

    ข่าวอันน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลิตไฟฟ้า ก็คือ ปริมาณพลังงานที่ว่านั้นมีอยู่เกือบจะไม่จำกัด ความจริงแล้ว น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในโลกมีปริมาณพลังงานเท่ากับที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์เพียงแค่ 50 วันเท่านั้น  โลกอาบพลังงานจากดวงอาทิตย์มากเสียจนเฉพาะปริมาณแสงอาทิตย์ที่ตกลงบนพื้นผิวของโลกเราทุกๆชั่วโมงนั้นในทางทฤษฎีแล้วเท่ากับพลังงานที่ทั้งโลกใช้ในหนึ่งปีเต็ม  ต่อให้นับรวมเอาความยุ่งยากทางเทคนิคทั้งหมดในการดักจับและใช้พลังงานแสงอาทิตย์เข้าไว้ด้วย ก็ยังคงใช้แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาบนโลกเพียงแค่7 วันเท่านั้นเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของโลกในแต่ละปี

    เกือบร้อยปีมาแล้ว โทมัส เอดิสันกล่าวในการสนทนากับเฮนรี ฟอร์ดและฮาร์วีย์ ไฟร์สโตนว่า “ ผมวางเดิมพันข้างดวงอาทิตย์และพลังงานแสงอาทิตย์ แหล่งพลังงานอันน่าอัศจรรย์ ! ผมหวังว่าเราคงไม่ต้องคอยจนกระทั่งน้ำมันและถ่านหินหมดเกลี้ยงไปก่อนที่เราจะทำได้”

    ในทำนองเดียวกัน พลังงานลมที่สมารถดักจับไว้ได้และพลังงานความร้อนใต้พิภพที่โลกปล่อยออกมาเองในระยะเวลา 1 เดือนนั้น แต่ละอย่างสามารถตอบสนองการใช้พลังงานทั้งหมดของอารยธรรมมนุษย์เป็นเวลา 1ปี นอกจากนั้นยังมี พลังงานอยู่ในกระแสน้ำในแม่น้ำ  ตลอดจนคลื่นและกระแสน้ำขึ้นน้ำลงในมหาสมุทร เห็นได้ชัดว่าเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียน ถ้าได้รับการพัฒนา ก็จะสามารถแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งอุดมไปด้วย CO2ได้อย่างสมบูรณ์

    แน่นอน ความยากลำบากอยู่ที่ความมุ่งมั่นพยายามและการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาและสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่คุ้มค่าใช้จ่ายเพื่อเปิดทางให้เราดึงเอาพลังงานมากมายมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    พลังงานทุกรูปแบบล้วนราคาแพง แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ราคาพลังงานหมุนเวียนจะถูกลง ๆ ขณะที่พลังงานที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐานจะแพงขึ้น ๆ  ราคาของพลังงานหมุนเวียนจะลดลงด้วยเหตุผลสามประการ คือ

    ประการแรก เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานหมุนเวียนถูกสร้างขึ้นมาแล้ว เชื้อเพลิงก็จะเป็นของฟรีไปตลอดกาล ทั้งลม ดวงอาทิตย์ และโลก แตกต่างจากเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นพื้นฐาน ตรงที่พวกมันให้เชื้อเพลิงฟรีๆ ะในปริมาณที่ไม่จำกัดอย่างอย่างแท้จริง

    ประการที่สอง  แม้ว่าเทคโนโลยีของเชื้อเพลิงฟอสซิลจะถึงพร้อมมากกว่า แต่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนก็ยังคงพัฒนาปรับปรุงขึ้นอย่างรวดเร็ว   ดังนั้น พลังแห่งการสร้างสรรค์และสติปัญญาจะทำให้เราสามารถเพิ่มพูนประสิทธิภาพของพลังงานหมุนเวียนและลดต้นทุนของมันลงได้อย่างต่อเนื่อง

    ประการที่สาม  เมื่อโลกยอมรับพันธกรณีอันกระจ่างชัดที่จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน ปริมาณการผลิตนั่นเองที่จะทำให้ต้นทุนกังหันลมแต่ละตัวและแผงพลังงานแสงอาทิตย์แต่ละแผง ลดลงอย่างรวดเร็ว  ในขณะเดียวกันก็จะยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้ทำการทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งความเร็วของกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ต่อๆไป

    ลองมาพิจารณาตัวอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นกับต้นทุนและประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ในระหว่าง 20 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของความต้องการคอมพิวเตอร์ราคาถูกทำให้บริษัทผู้ผลิตชิพ คอมพิวเตอร์เพิ่มงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาวิธีการในการประมวลผลข้อมูลให้ถูกลงและพลังประมวลผลสูงขึ้น

    ปรากฏการณ์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีดังเช่นกฎของมัวร์(Moore’s Law -ทำนายว่าจำนวนทรานซิสเตอร์ในชิพ คอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกๆ 18 ถึง 24 เดือน) ส่งผลให้ราคาพลังประมวลผลข้อมูลขนาดเท่าเดิมลดลงร้อยละ 50 ทุกปีครึ่ง หรือมากกว่านั้นในหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ความจริงแล้ว   นี่คือ ผลที่เกิดเป็นจริงด้วยพลังของความคาดหวังโดยบริษัทที่แข่งกันกัน บริษัทเหล่านี้ต่างก็คิดว่าคู่แข่งของพวกเขาจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้ยังคงสามารถก้าวหน้าไปด้วยความเร็วสุดขีดนี้



    เนื่องจากแต่ละบริษัทคาดการณ์ว่าทั้งอุตสาหกรรมโดยรวมจะก้าวตามเส้นทางนี้ไปไม่หยุดยั้ง  แต่ละบริษัทจึงแข่งขันกันอย่างไม่ลดละเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง และเนื่องจากความต้องการคอมพิวเตอร์ทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก แรงจูงใจให้ขึ้นนำในการแข่งขันจึงมากพอเป็นเหตุผลให้ยอมใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดด้วยต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังมากที่สุดช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในการค้นคว้าหาวิธีการที่ใหม่กว่าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อจัดการกับหน่วยข้อมูล (กล่าวคือ โดยการใช้วัสดุใหม่  การประมวลผลในระดับเล็กกว่าอะตอม การออกแบบเครื่องมือในการสร้างตัวแบบ่ที่ก้าวหน้ากว่า และการค้นหาแบบใหม่ๆด้วยการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องสร้างขึ้นมาจริงๆ) วงจรปฏิกิริยาป้อนกลับเชิงบวกก็ยังคงขับเคลื่อนการค้นพบที่ยิ่งใหญ่น่าตื่นเต้นใหม่ๆ ต่อไป  คาดกันว่าการค้นพบสิ่งใหม่ๆเหล่านี้จะยังคงดำเนินต่อไปภายใต้แบบแผนอันโดดเด่นดังกล่าวในการพัฒนาปรับปรุงอย่างถอนรากถอนโคนทุกๆ18-24 เดือน ไปอีกอย่างน้อยที่สุดเป็นเวลาสองทศวรรษ

    ในทำนองเดียวกัน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเพื่อให้ได้วิธีการใหม่ๆที่สร้างสรรค์ในการผลิตพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนก็กำลังเป็นแรงส่งให้มีการทุ่มเทงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาวิธีการใหม่ๆที่สร้างสรรค์ด้วยต้นทุนต่ำกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหน่วยข้อมูล กำลังเริ่มเกิดขึ้นกับอีเล็คตรอน และขณะที่ต้นทุนต่ำลง ความต้องการสูงขึ้น ก็จะย้อนมากระตุ้นแบบแผนการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องดังกล่าวนี้ต่อไป ดังเช่นที่เกิดในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง พันธกิจระดับโลกสำหรับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปสู่พลังงานหมุนเวียนจะมีส่วนอย่างมากในการเร่งแนวโน้มดังกล่าว

ข้อมูลจาก Our Choice โดย อัลกอร์