YouAreWhatYouRead

2010/Sep/15

"ขณะที่เจงกิสข่านทำลายอภิสิทธิ์ชน และชาติกำเนิดของคนชั้นสูงในระบบศักดินา ท่านก็สร้างระบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณความดี ความภักดีและคุณูปการของแต่ละบุคคล"

http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs613.snc4/59344_10150258872490324_535230323_14258533_5379423_n.jpg

ขณะที่กองทหารม้าของเจงกีสข่านรุกข้ามศตวรรษที่สิบสาม เท่ากับท่านวาดเส้นแบ่งเขตแดนของโลกขึ้นใหม่  สถาปัตยกรรมของท่านไม่ได้อยู่ในหินแต่อยู่ในชาติ เจงกิสข่านไม่พอใจที่มีอาณาจักรเล็กๆ จำนวนมาก จึงรวบรวมดินแดนเล็กๆ เข้าด้วยกันเป็นอาณาจักรที่ใหญ่ขึ้น

ในยุโรปตะวันออก ชาวมองโกลรวมเอานครรัฐของชาวสลาฟและเมืองนับสิบเข้าด้วยกันกลายเป็นประเทศ รัสเซียขนาดใหญ่เพียงหนึ่งเดียว  ในเอเชียตะวันออก หลังจากใช้เวลาสามชั่วคนก็ได้สถาปนาประเทศจีนขึ้น โดยการรวบรวมแว่นแคว้นของราชวงศ์ซ่งในภาคใต้เข้ากับดินแดนของเผ่าเจอร์เชดใน แมนจูเรีย ทิเบตทางตะวันตก อาณาจักรตานกุทที่ติดกับทะเลทรายโกบี และดินแดนของชนเผ่าอุยกูร์แห่งเตอร์กิสถานตะวันออก

ขณะที่พวกมองโกลขยายการปกครองออกไป ก็ได้สร้างประเทศต่างๆ ขึ้น เช่นเกาหลี และอินเดีย ซึ่งยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันโดยมีอาณาเขตใกล้เคียงกับที่กำหนดโดยผู้พิชิต ชาวมองโกล

จักรวรรดิของเจงกิสข่านเชื่อมโยงและผสมผสานหลายอารยธรรมรอบๆ กลายเป็นแบบแผนใหม่ของโลก  ตอนที่ท่านข่านเกิดในปี 1162 โลกเก่าประกอบด้วยอารยธรรมเฉพาะถิ่นหลายแห่งซึ่งอาจกล่าวได้ว่าต่างไม่มี ความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมอื่นที่อยู่พ้นไปจากเพื่อนบ้านใกล้ชิด  ไม่มีใครในจีนเคยได้ยินเรื่องราวของยุโรป และไม่มีใครในยุโรปที่ได้ยินเรื่องราวของจีน และเท่าที่รู้ไม่มีใครเคยเดินทางจากแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง ตอนที่เจงกิสข่านเสียชีวิตในปี 1227 ท่านข่านได้เชื่อมโยงดินแดนเหล่านี้เข้าด้วยกันโดยผ่านความสัมพันธ์ทางการ ทูตและการค้าที่ยังคงดำรงอยู่จนปัจจุบัน

ขณะที่เจงกิสข่านทำลายอภิสิทธิ์ชน และชาติกำเนิดของคนชั้นสูงในระบบศักดินา ท่านก็สร้างระบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณความดี ความภักดีและคุณูปการของแต่ละบุคคล ท่านข่านจัดตั้งเมืองการค้าตามเส้นทางแพรไหมที่ไม่เชื่อมต่อกันและซบเซาให้ กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  ลดภาษีให้กับทุกคนและยกเว้นภาษีให้กับแพทย์ ครู พระและสถาบันการศึกษา  จัดให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างสม่ำเสมอและสร้างระบบไปรษณีย์สากลขึ้น เป็นครั้งแรก

จักรวรรดิของท่านข่านไม่ใช่สั่งสมความมั่งคั่งและทรัพย์สมบัติ แต่กระจายสินค้าที่จำเป็นในการทำสงคราม ด้วยเหตุนี้สินค้าจึงสามารถกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนทางการค้าได้อีก

เจงกิสข่านร่างกฎหมายระหว่างประเทศและยอมรับกฎสูงสุดของฟ้านิรันดร์ให้อยู่เหนือพลเมืองทั้งปวง  ในยุคสมัยที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ถือตนอยู่เหนือกฎหมาย ท่านข่านยืนยันให้กฎหมายถือว่าผู้ปกครองต้องรับผิดเท่าเทียมกับคนเลี้ยงสัตว์ระดับล่างสุด  ท่านให้เสรีภาพทางศาสนาในอาณาจักร แต่ก็ประสงค์ความจงรักภักดีอย่างสมบูรณ์จากพลเมืองของทุกศาสนาที่อยู่ใต้การ ปกครอง  ท่านข่านยืนยันการปกครองด้วยกฎหมายและยกเลิกการทรมาน แต่ก็ดำเนินการรบครั้งสำคัญเพื่อค้นหาและสังหารโจรผู้ร้ายและฆาตกรที่เป็น ภัยร้ายแรง  ท่านข่านยกเลิกการยึดตัวประกันไว้ แทนที่ด้วยการริเริ่มแนวปฏิบัติใหม่เพื่อรับรองความปลอดภัยทางการทูตให้แก่ ทูตและผู้แทนทั้งหลาย รวมทั้งทูตที่มาจากชาติศัตรูที่อยู่ระหว่างการทำสงครามกัน

เจงกีสข่านทิ้งจักรวรรดิที่มีพื้นฐานมั่นคงเอาไว้ซึ่งยังคงเจริญ รุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องไปอีก 150 ปี  ในหลายศตวรรษต่อจากการล่มสลายของจักรวรรดิมองโกล ผู้สืบเชื้อสายของท่านยังคงปกครองอาณาจักรที่เล็กลงและประเทศขนาดใหญ่ ตั้งแต่รัสเซีย ตุรกี และอินเดียจนถึงจีนและเปอร์เซีย

คนเหล่านี้ดำรงตำแหน่งหลายแบบจากแหล่งที่มาต่างๆ เช่นข่าน จักรพรรดิ สุลต่าน ราชา ชาห์ อีเมียร์ และลาไดลามะ  ส่วนที่เหลืออยู่ของจักรวรรดิของเจงกิสข่านยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ สืบเชื้อสายของท่านเป็นเวลาเจ็ดศตวรรษ  อย่างเช่นราชวงศ์โมกุลที่ปกครองอินเดียจนถึงปี 1857 จนกระทั่งอังกฤษขับจักรพรรดิบาฮาเดอร์ ชาร์ที่สองออกจากราชบัลลังก์และบั่นพระเศียรของราชบุตรสององค์กับพระนัดดา ของพระองค์  ผู้สืบเชื้อสายของเจงกิสข่านที่เป็นผู้ปกครองคนสุดท้ายคืออาลิมข่าน อีเมียร์แห่งบัคฮาราที่ยังคงกุมอำนาจที่อุสเบกิสถานจนถูกปลดออกจากตำแหน่งใน ปี 1920 เมื่อกระแสการปฏิวัติโซเวียตอุบัติขึ้น

ประวัติศาสตร์ลงโทษผู้พิชิตส่วนใหญ่ให้เสียชีวิตอย่างน่าอนาถและก่อนวัย อันควร  ขณะอายุสามสิบสามอเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชมน์ภายใต้สถานการณ์ที่เป็น ปริศนาในบาบิโลน ในขณะที่เหล่าบริวารสังหารครอบครัวของพระองค์และเฉือนแบ่งดินแดนกัน  จูเลียส ซีซาร์ถูกสหายชนชั้นสูงและพันธมิตรเก่าแทงเสียชีวิตในห้องประชุมสภาซีเนตของ โรมัน  หลังจากหนีรอดจากการทำลายล้างและการพลิกผันของชัยชนะทั้งหมดของพระองค์ นโปเลียนผู้โดดเดี่ยวและขมขื่นก็เผชิญกับความตายเฉกเช่นนักโทษที่ถูกขัง เดี่ยวบนเกาะหนึ่งในบรรดาเกาะที่ห่างไกลและไปถึงได้ยากที่สุดบนโลกใบนี้

แต่ทว่าเจงกิสข่านในวัยใกล้เจ็ดสิบกลับสิ้นชีพบนเตียงในค่ายพักของตนเอง แวดล้อมด้วยครอบครัวอันเป็นที่รัก สหายผู้ซื่อสัตย์ และทหารผู้จงรักภักดีที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตตามคำบัญชา  ในฤดูร้อนปี 1227 ระหว่างการต่อสู้กับชาติตานกุทตามแนวต้นแม่น้ำเหลือง เจงกิสข่านก็สิ้นชีวิตลง หรือตามคำพูดของชาวมองโกลซึ่งรังเกียจที่จะเอ่ยถึงความตายหรือการเจ็บป่วย ว่า“ขึ้นสู่สวรรค์”

หลายปีหลังการเสียชีวิตของเจงกิสข่าน ความลับที่ยังคงอยู่เกี่ยวกับสาเหตุการตายก่อให้เกิดการคาดเดา และต่อมาบันดาลให้เป็นตำนานซึ่งมักจะกลายเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ด้วยเครื่องห่อหุ้มของเวลา  พลาโน ดี คาพีนี ทูตยุโรปคนแรกที่มายังอาณาจักรมองโกลเขียนไว้ว่าเจงกิสข่านถูกฟ้าผ่าเสีย ชีวิต  มาร์โค โปโลที่เดินทางไปหลายแห่งในจักรวรรดิมองโกลในรัชสมัยของกูบไลข่านหลานปู่ของ เจงกิสข่าน บันทึกไว้ว่าเจงกิสข่านเสียชีวิตจากบาดแผลธนูที่หัวเข่า  บ้างก็อ้างว่าถูกศัตรูที่ไม่รู้ว่าใครวางยาพิษ  บันทึกอื่นยืนยันว่าท่านข่านถูกมนต์ดำของกษัตริย์ตานกุทที่สู้รบกันอยู่

เรื่องหนึ่งที่ผู้ให้ร้ายประโคมข่าวออกไปอ้างว่าราชินีตานกุทที่ถูกจับ เป็นเชลยนำเครื่องมืออย่างหนึ่งสอดใส่ในช่องคลอด และเมื่อเจงกิสข่านร่วมเพศกับนาง อวัยวะเพศก็ถูกตัดขาดทำให้ท่านข่านตายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

ตรงกันข้ามกับเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการตายของเจงกิสข่าน ความตายในเกอร์ของชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งคล้ายกันอย่างยิ่งกับเกอร์ที่ท่านข่านถือกำเนิดมานั้น แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของท่านในการดำรงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของพลเมือง เอาไว้  แต่หากกล่าวอย่างเหน็บแนมก็คือในขณะที่ดำเนินการเพื่อรักษาวิถีชีวิตของ ผู้คนของท่านไว้นั้น เจงกิสข่านกลับเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์  ทหารของเจงกิสข่านนำร่างของข่านผู้ล่วงลับกลับไปบ้านเกิดของท่านในมองโกเลีย เพื่อทำพิธีฝังอย่างลับๆ

หลังการตายของท่าน ผู้ติดตามได้ฝังร่างท่านไว้ในดินของบ้านเกิดโดยไม่ระบุชื่อ ปราศจากสุสาน วัด ปิรามิด หรือกระทั่งแผ่นหินจารึกบนหลุมศพเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกตำแหน่งที่ร่างของ ท่านนอนอยู่   ตามความเชื่อของชาวมองโกลนั้นร่างของผู้ตายควรจะอยู่อย่างสงบ และไม่จำเป็นต้องสร้างเป็นอนุสาวรีย์ เพราะวิญญาณไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกต่อไป แต่จะสถิตอยู่ที่ธงวิญญาณที่พิธีฝังศพ เจงกิสข่านหายไปอย่างเงียบๆ กลับคืนสู่ผืนดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของมองโกเลียอันเป็นสถานที่ที่ท่านมา  ยังคงไม่มีใครรู้จุดหมายปลายทางสุดท้าย

แต่ในสภาพซึ่งขาดข้อมูลที่เชื่อถือได้ ผู้คนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ของตนได้อย่างอิสระ ด้วยการเติมแต่งเรื่องราวด้วยสิ่งที่เร้าใจมากมาย  เรื่องราวที่นำมาเล่าขานกันครั้งแล้วครั้งเล่าก็คือทหารที่อยู่ในขบวนแห่ศพ สังหารคนและสัตว์ทั้งหมดที่พบในช่วงเวลาสี่สิบวันของการเดินทาง และหลังจากการฝังอย่างลับๆ ทหารม้าแปดร้อยนายได้ย่ำไปมาบนบริเวณนั้นเพื่อปกปิดตำแหน่งของหลุมฝังศพ  และแล้วจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยจินตนาการเหล่านี้ ทหารม้าพวกนี้ถูกสังหารโดยทหารอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่เปิดเผยตำแหน่งของหลุมฝังศพ และจากนั้นก็ถึงคราวที่ทหารกลุ่มนี้จะถูกสังหารโดยนักรบอีกกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการฝังอย่างลับๆ ในบ้านเกิดของท่านข่าน บรรดาทหารปิดกั้นพื้นที่ทั้งหมดจำนวนหลายร้อยตารางไมล์  ไม่มีใครเข้าไปได้ ยกเว้นสมาชิกในตระกูลของเจงกิสข่าน และกลุ่มนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษประจำการที่นั่นเพื่อสังหารผู้ บุกรุกทุกคน  เป็นเวลาเกือบแปดร้อยปีมาแล้ว บริเวณนี้คืออิคห์ โคริก(Ikh Khorig) หรือสถานที่ต้องห้ามที่ยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางเอเชียยังคงปิด อยู่ ความลับทั้งหมดเกี่ยวกับจักรวรรดิของเจงกิสข่านดูเหมือนว่าจะถูกกักขังไว้ใน ดินแดนบ้านเกิดอันเร้นลับ  เป็นเวลานานหลังการล่มสลายของจักรวรรดิมองโกล และกองทัพต่างชาติได้รุกเข้าไปในดินแดนบางส่วนของมองโกเลีย ชาวมองโกลป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษของพวก ตน

ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วชาวมองโกลจะเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ แต่บรรดาผู้สืบตระกูลของเจงกิสข่านก็ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้พระสร้างศาล  วัดหรืออนุสรณ์สถานเพื่อระบุหลุมฝังศพของท่าน

หมายเหตุ : คัดมาจากบทเกริ่นนำของหนังสือ “เจงกิสข่าน มหาบุรุษผู้เปลี่ยนโลก”  แจ๊ค วอเตอร์ฟอร์ด เขียน : วิชัย รักศรีอักษร แปล  , สนพ.มติชน