YouAreWhatYouRead

 

เพิ่งได้ฤกษ์สงกรานต์ นอนอ่านหนังสือ "ร่างกายใต้บงการ" ของ มิแช็ล ฟูโกต์ ต้องยอมรับว่าแต่ก่อนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับ ฟูโกต์ เพราะเห็นใครบอกว่าเขาเป็นพวก "โครงสร้างนิยม" หรือ strucuralism เพราะพื้นเพที่เรียนมา ไม่ชอบแนวความคิดของกลุ่มนี้ เนื่องจากมันเป็นแนวคิดที่นิ่งจับสรรพสิ่งมาแยกส่วนย่อย

แม้จะสงสัยอยู่บ่อยๆว่าทำไมพวกโพสต์ โมเดิร์น อ้างถึง ฟูโกต์ บ่อยๆ

พอมาได้อ่านเล่มนี้เข้าถึงได้ร้องอ๋อ ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอด เพราะโครงสร้างนิยมแบบที่เราไม่ชอบ ฟูโกต์ก็ไม่ชอบด้วยเหมือนกัน เพราะนี่ไม่ใช่โครงสร้างนิยมที่มีารากฐานมาจากปฏิฐานนิยม หรือ positivism ที่มองหาความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งตายตัว ปราศจากความเคลื่อนไหวและกาลเวลา ซึ่งขัดต่อความป็นจรีิง

อาจารย์ นพพร ประชากุล ผู้ล่วงลับ สรุปแนวคิดของ ฟูโกต์ ไว้ในบทนำ ว่า

1.เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์หนึ่งๆ ฟูโกต์ มักให้ความสำคัญกับ "ปัจจัยกำหนดจากภายใน" มากกว่าปัจจัยกำหนดจากภายนอก เราต้องทำความเข้าใจกับตรรกะที่ดำรงอยู่ในปรากฏการณ์นั้นล้วนๆ ก่อนจะไปมองหาสาเหตุภายนอก

2.อาจจะเป็นหัวใจของโครงสร้างนิยม(แบบฟูโกต์ และแบบฝรั่งเศส) นั่นคือ ให้ความสนใจความสัมพันธ์ ระหว่างหว่างปัจจัยต่างๆ ในปรากฏการณ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของแรงกระทำระหว่างองค์ประกอบต่างๆ มากกว่าความเป็นแก่นสารขององค์ประกอบแต่ละตัว

3.ฟูโกต์ ให้ความสำคัญกับ ประวัติศาสตร์ หรือ การเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยมักมองการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ว่าเป็นการแปรรูป อันเป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความไม่ต่อเนื่อง แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพัฒนาการ เป็นความต่อเนื่องดุจสายโซ่

"ขณะที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นใคริสต์ศตวรรษที่ 18 ว่าเป็นการก่อตัวของแนวคิด "เสรีนิยม" ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับการเติบโตของวิชาความรู้ที่ยึด "หลักเหตุผล" หรือ "วิชชา" ฟูโกต์กลับสาธิตให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ในรูปของระเบียบวินัยนั้นคือกระบวนการดึงเอาหลักวิชามาใช้หล่อเลี้ยงอำนาจรูปแบบใหม่ที่แผ่ซ่านและซึมลึกกว่าเดิม อีกทั้งยังทำงานได้อย่างเงียบเชียบ ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนอย่างการใช้ความรุนแรง"

"ข้อสรุปอันน่าเศร้าที่ปรากฏออกมาจาก ร่างกายใต้บงการ ก็คือ กระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ซึ่งว่ากันว่าเป็นการก้าวสู่เสรีภาพนั้น แท้จริงแล้วเป็นการผลักดันให้มนุษย์ตกอยู่ในกระบวนการ ควบคุมที่ละเอียดลึกซึ้ง"

ความเป็นปัจเจก อัตตลักษณ์ เสรีภาพที่เราในโลกสมัยใหม่คิดว่าเรามีนั้นแท้จริงเป็นแค่่เพียงมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากเครือข่ายอำนาจทางสังคมและวาทกรรม เราสวมบทบาทอยู่ในนั้นและดิ้นไม่หลุด หรือกระทั่งมองไม่เห็น เพราะวิธีคิดของเราก็ถูกกำหนดภายใต้โครงสร้างอำนาจดังกล่าว ในนามของหลักเหตุผลหรือหลักวิชา

เหมือนจะยากอยู่นิดหน่อย แต่เมื่ออ่านจากหนังสือจะมีรูปธรรมที่ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ทีนี้ก็มานั่งคิดๆดู ลองไปถามหาประโยชน์จากการรับน้องใหม่ของนักศึกษา(หรือแม้แต่อาจารย์)มหาวิทยาลัยต่างๆว่ามีไปเพื่ออะไร เราจะได้คำตอบคล้ายๆกัน ที่น่าจะสะท้อนให้เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจบางอย่างในสังคมไม่ว่าจะ ความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี ความอดทน ความรักสถาบัน....บลา บลา บลา

สามสี่คำนี้คือวาทกรรมที่ซ้ำซากจำแจ แต่ปรากฏอยู่ในทุกหน่วยย่อยของสังคมเรา ไปจนถึงหน่วยใหญ่ในระดับประเทศ

ราวกับเป็นค่าปริยายที่กำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน

แต่ว่าจริงๆ สิ่งนี้ถูกสร้างขึ้น และเราก็ไม่รู้ตัว ด้วยคำอธิบายจนเหมือนกับว่ามันเป็นหลักการสากล เป็นแก่นสารที่แท้ซึ่งมนุษย์ในสังคมยอมรับโดยไม่จำเป็นต้องตั้งคำถาม

ใน "ร่างกายใต้บงการ" ฟูโกต์ พยายามแยกแยะให้เราเห็นว่า ระเบียบวินัยในคริสต์ศวรรษที่ 18 แตกต่างไปจาก ศตวรรษก่อนหน้า มันถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับ "อำนาจ" อย่างลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างใหม่ และด้วยวิธีอธิบายใหม่ ก่อตัวขึ้นเป็นโครงสร้างที่ครอบงำ แผ่ซ่าน และซึมลึก อีกทั้งแยบยล

อ่านแล้วก็คิดไปได้เรื่อยๆ และฉุกคิดขึ้นมาได้อีกอย่างว่า ไอ้คำว่า "ความสามัคคี" ที่ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้จนใช้ชีวิตมาเกินครึ่งแล้วนี่

ไร้สาระที่สุดเท่าที่จะคิดออกเลย