2008/Jul/14

http://tonygallegos.files.wordpress.com/2007/07/warren-buffet.jpg

วอร์เรน บัฟเฟ็ต คืออภิมหาเศรษฐีระดับโลก ไม่อันดับหนึ่งก็สอง อาชีพของเขาคือการลงทุนในตลาดหุ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นคนรวยที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ วิธีการลงทุนของเขาก็เป็นแบบสุขุมนุ่มลึก ลงทุนระยะยาวไม่ใช่นักเก็งกำไรรายวันทั่วไป

จากหนังสือ The Audacity of Hope บารัค โอบามา เล่าไว้คราวหนึ่งเมื่อบัฟเฟ็ตต์เชิญเขาในฐานะวุฒิสมาชิกไปพบ เป้นที่มาที่ข้าพเจ้าเรียกขานเขาว่าเศรษฐีนอกคอก อย่างฝันว่าบ้านเราควรจะมีเศรษฐีแบบนี้ ขออนุญาตคัดมาให้อ่าน......

"ถ้าหากเกิดสงครามระหว่างชนชั้นขึ้นในอเมริกาจริง ๆ ละก็ ชนชั้นของผมต้องชนะแน่"
ตอนนั้นผมนั่งอยู่ในห้องทำงานของวอร์เรน บัฟเฟ็ต ประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ และเป็นผู้มั่งคั่งอันดับสองของโลก ผมเคยได้ยินชื่อเสียงอันโด่งดังเรื่องรสนิยมที่เรียบง่ายของเขามาก่อน ได้ยินมาว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านธรรมดา ๆ หลังเดิมที่ซื้อมาเมื่อปี 1967 และส่งลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลในโอมาฮา

ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังอดแปลกใจไม่ได้เมื่อเดินเข้าไปในอาคารสำนักงานที่ไม่โดดเด่นอะไรเลยในโอมาฮา เข้าสู่สำนักงานที่ดูเหมือนคล้ายสำนักงานตัวแทนขายประกัน ผนังกรุไม้เทียม มีรูปภาพประดับผนังสองสามรูป แต่ไม่เห็นใครสักคน "กลับมานี่ก่อน" ผมได้ยินเสียงผู้หญิง เมื่อเลี้ยวตรงหัวมุม ผมก็พบปราชญ์แห่งโอมาฮายืนอยู่ตรงนั้น กำลังหัวเราะกับซูซี ลูกสาวเขา และเด็บบี ผู้ช่วยของเขา สูทที่เขาใส่ยับเล็กน้อย คิ้วดกหนายื่นชี้ออกมาเหนือกรอบแว่น
  บัฟเฟ็ตเชิญผมมาที่โอมาฮาเพื่อคุยเรื่องนโยบายภาษี พูดให้ถูกก็คือ เขาอยากรู้ว่าทำไมรัฐบาลยังคงลดภาษีให้ผู้ที่มีฐานรายได้ระดับเดียวกับเขา ทั้ง ๆ ที่ประเทศกำลังจนกรอบอย่างนี้
    "วันก่อนผมลองคำนวณตัวเลขดู" เขาบอกเมื่อเรานั่งลงในห้องทำงาน "ผมไม่เคยใช้วิธีเลี่ยงภาษีหรือมีคนวางแผนภาษีให้ แต่ต่อให้รวมภาษีเงินเดือนที่ทุกคนต้องจ่ายเหมือน ๆ กันแล้ว อัตราภาษีของผมปีนี้ก็ยังต่ำกว่าพนักงานต้อนรับของผมเสียอีก ที่จริงแล้ว ผมค่อนข้างแน่ใจว่าผมจ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่าคนอเมริกันทั่ว ๆ ไป นี่ถ้าประธานาธิบดีทำได้ตามใจอยาก ผมคงได้จ่ายน้อยกว่านี้อีก"
    การที่บัฟเฟ็ตจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำมากนั้น เป็นผลจากข้อเท็จจริงที่ว่า เขาและเศรษฐีอเมริกันคนอื่น ๆ ล้วนมีรายได้ส่วนใหญ่จากเงินปันผลและกำไรจากหุ้น ซึ่งจัดเป็นรายได้จากการลงทุนที่เสียภาษีในอัตราเพียง 15 % มานับแต่ปี 2003 ในทางกลับกัน เงินเดือนของพนักงานต้อนรับจะถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่านี้เกือบสองเท่า หากคิดรวมภาษีเพื่อกองทุนประกันสังคมด้วย บัฟเฟ็ตมองว่าความเหลื่อมล้ำเช่นนี้เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล
    "ตลาดเสรีเป็นกลไกที่ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพได้ดีที่สุดเท่าที่เคยคิดค้นกันขึ้นมาได้" เขาบอกผม "รัฐบาลไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรในเรื่องนั้นเลย แต่ระบบตลาดก็ไม่ได้ดีพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีการกระจายความมั่งคั่งที่งอกเงยจากระบบนี้อย่างทั่วถึงและชาญฉลาด ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งควรส่งกลับไปสู่การศึกษา เพื่อที่ว่าคนรุ่นต่อไปจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียม และเพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานของเราไว้ และเป็นตาข่ายนิรภัยทางสังคมให้แก่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จในระบบเศรษฐกิจแบบอิงตลาด และมันก็สมเหตุสมผลที่คนแบบเราควรจะจ่ายมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะเราได้รับประโยชน์จากระบบตลาดมากที่สุด"
    เราคุยกันต่ออีกหนึ่งชั่วโมง คุยเรื่องโลกาภิวัฒน์ ค่าตอบแทนผู้บริหาร การขาดดุลการค้าที่ย่ำแย่ลง และหนี้ของประเทศ เขาแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับข้อเสนอของบุชที่จะยกเลิกภาษีมรดก อันเป็นมาตรการที่เขาเชื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนให้มีการผูกขาดความมั่งคั่งไว้ที่กลุ่มชนชั้นสูง มากกว่าจะเกิดผลดีใด ๆ
    "เมื่อคุณยกเลิกการเก็บภาษีมรดก" เขาออกความเห็น "เท่ากับว่าคุณหยิบยื่นอำนาจควบคุมทรัพยากรของประเทศให้แก่บุคคลที่ไม่ได้หาทรัพยากรนั้นมา เหมือนกับการเลือกทีมนักกีฬาโอลิมปิกปี 2020 จากลูก ๆ ของผู้ชนะกีฬาโอลิมปิกปี 2000"
    ก่อนลากลับ ผมถามบัฟเฟ็ตว่ามีเพื่อนอภิมหาเศรษฐีกี่คนที่เห็นด้วยกับความเห็นของเขา เขาถึงกับหัวเราะ
    "จะบอกให้ว่า มีไม่มากหรอก" เขาบอก "พวกนั้นคิดแต่ว่านี่คือ ‘เงินของเขา’ และควรมีสิทธิเก็บไว้ได้หมดทุกเพนนี พวกเขาไม่เอาการลงทุนของภาครัฐไปคิดคำนวณด้วยว่ามันทำให้พวกเราใช้ชีวิตได้อย่างทุกวันนี้ ลองดูผมเป็นตัวอย่างก็ได้ ผมเองบังเอิญมีพรสวรรค์ในการจัดสรรเงินทุน แต่ผมก็ต้องอาศัยวงสังคมที่ผมเกิดมาถึงจะใช้พรสวรรค์นั้นได้ ถ้าผมเกิดมาในเผ่านักล่าสัตว์ พรสวรรค์ของผมก็ไม่มีค่าอะไรเลย ผมวิ่งไม่เร็ว ผมไม่แข็งแรงนัก ผมอาจจะลงเอยด้วยการเป็นอาหารสัตว์ป่าบางตัวก็ได้
    "แต่ผมโชคดีพอที่จะเกิดมาถูกที่ถูกเวลา เกิดมาในวงสังคมที่เห็นคุณค่าพรสวรรค์ของผม ให้การศึกษาที่ดีซึ่งเอื้อให้พัฒนาพรสวรรค์ดังกล่าว ออกกฎหมายและระบบการเงินที่ทำให้ผมได้ทำสิ่งที่ผมรัก แถมยังทำเงินได้มากมายอีกด้วย ดังนั้น สิ่งที่ผมพอจะทำได้ก็คือช่วยจ่ายเงินเพื่อสิ่งเหล่านั้น"
    บางคนอาจจะประหลาดใจที่ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากนายทุนแถวหน้าของโลก แต่การที่บัฟเฟ็ตมีความคิดเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนใจอ่อนแต่อย่างใด อันที่จริง ความคิดของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจว่าการที่เราจะรับมือกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ดีเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบนโยบายที่เหมาะสมเท่านั้น แต่เรายังต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและเต็มใจที่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ของชนรุ่นหลัง มากกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้า